ทำอะไรต้องให้สอดคล้องกับวิถีตัวเองมัวแต่วิ่งตามฝรั่งวันยังค่ำเมื่อไรจะพัฒนาซะที
ได้รับเชิญให้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นใน
“แนวคิดเรื่องความขัดแย้งในสังคมไทย: ปัจจัยแห่งความขัดแย้งโดยกรณีศึกษา เรื่องปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และความรุนแรงในภาคใต้” เพื่อนำเข้าสู่แผนพัฒนาฉบับที่ ๑๑ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
การเสวนาครั้งนี้ได้รับเชิญร่วมกับ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง รองนายกฯไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ กรรมการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ-เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและลุงเอก โดยมี รศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้ดำเนินรายการ
งานนี้มีวันรุ่งขึ้นหลังจากกลับมาจากปัตตานีถึงบ้านห้าทุ่ม ยังมึนๆ งงๆ แถมได้อ่านเอกสารที่จะเสวนาส่งมาให้อ่านมึนหนักเข้าไปอีก เขียนแต่ศัพท์ภาษาต่างด้าวเหมือนไม่ต้องการไปปฏิบัติแต่เอาไปขึ้นหิ้งหนังสืออย่างนัน อันที่จริงเคยได้รับคำบอกจาก นายกอภิสิทธ์เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านว่า สภาพัฒน์นี่เขียนแผนมาอ่านยาก เข้าใจยาก(ลุงเอกเติมให้เหมือนไม่ได้ให้มนุษย์ทำ
ประเด็นที่ให้นำมาก่อนการอภิปราย
ประเด็นที่ ๑ สาเหตุมูลฐานของปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในภาคใต้ สาเหตุมูลฐานที่ก่อให้เกิดปรากฎการณ์ของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชนวนของความขัดแย้ง ปัจจัยกระตุ้น ปัจจัยหล่อเลี้ยงปัญหา รวมทั้งปัจจัยในมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ ๒ สาเหตุมูลฐานของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน สาเหตุมูลฐานที่ก่อให้เกิดปัญหาของความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันในเชิงวิชาการ ชนวนของความขัดแย้ง ปัจจัยกระตุ้น ปัจจัยหล่อเลี้ยงปัญหา รวมทั้งปัจจัยในมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ ๓ กรอบการวิเคราะห์ปัญหาความขัดแย้งใน 3 ด้านโครงสร้าง (Structure) แนวทางปฏิบัติ (Conduct) และ วัฒนธรรม (Culture)) ถึงความครอบคลุม ความสัมพันธ์ระหว่างมิติของความขัดแย้งในด้านต่างๆ และแนวทางการประยุกต์ใช้กรอบการวิเคราะห์ดังกล่าวกับกรณีศึกษาอื่นๆ
ท่านรองนายกไพบูลย์แสดงความคิดเห็นก่อน ท่านก็เริ่มด้วยเอกสารอ่านยากไม่เข้าใจ แหมตรงใจเราเลย งานนี้เขาแสดงความคิดเห็นว่าความขัดแย้งมาจากสามส่วนสัมพันธ์กันคือ Structure,Conduct,Culture ทราบว่าเขาพยายามจะสร้างโมเดล ลุงเอกเลยบอกจะทำอะไรก็แล้วแต่ขอให้"วิธีสอดคล้องกับวิถี" เช่นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาเอาแต่ผลิตสิ่งของที่ไม่มีชีวิต ขัดกับวิถีคนไทย เพราะคนไทยที่นายไมเคิล พอร์ตเตอร์ ได้รับจ้างวิจัยให้นายกที่อยู่นอกประเทศ บอกว่าจุดแข็งคนไทยไม่เหมือนชาติอื่น
แล้วจุดแข็งแต่ละชาติเป็นอย่างไรมาตามไปดู
อเมริกันนั้นแข็งในจุด Youth Culture ผู้นำวัยรุ่นเลยเชียว ไอโฟนไอฟอด แอฟเปิ้ลไง ดาราฮอลลีวู๊ดไง
เยอร์มัน Engineering Culture แข็งแรงบึกบึน
อิตาลี Sexsy Culture ยี่ห้อดังๆ สวยๆ เจ็บๆเป็นของที่นี่หมด
ฝรั่งเศส Chic Culture เท่ห์เก๋หรู ไม่อาบน้ำสามวันก็ราดน้ำหอมเอาไว้ก่อน
ญี่ปุ่น IT Culture ทุกอย่างกดปุ่มหมด ดูโถส้วมปะไรปุ่มเต็มไปหมด
ลุงเอกอยากเติมจีนให้ว่า Tornado Culture เรียกว่ามาแรงมากๆทีเดียว ที่นายจอนห์ ไนท์บิต บอกจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปี ค.ศ.2025 อีไม่นาน
อ้าวแล้วคนไทยอะไรแข็งล่ะ อย่าบอกว่าหัวแข็งล่ะ เพราะนั่นมันแข็งอยู่แล้ว ดื้อด้านจะตายรู้กันไปทั่ว อันนี้ไม่ใช่จริงๆแล้วจุดแข็งคือคือ Human Touch Culture ก็คือรสสัมผัสคนไทยไงที่มีความสุนทรีย์ อยู่ที่ตัวบุคคลนี่ไงที่เจ๋งนัก อยู่ติดตัวทุกๆคนเลย
ความสุนทรีย์นี่แหละคนไทยจึงต้องผลิตของให้สอดคล้องกับวิถีคือผลิตและขายของที่มีชีวิต เช่นสปา นวด อาหาร เกษตรอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ บาร์เบียร์ใช่หรือเปล่าเนี่ย อาบอบนวดก็อย่าเอามาเกี่ยวนะ โหยยังมีอีกมาก
จองงงงงงงงงงงงคิดถึง ลุงเอกค่ะ
สวัสดีค่ะ ลุงเอก สบายดีนะคะ
เรียนลุงเอก
เจ้าตัวแสบในบ้านกำลังเพ้นท์ไปขายรุ่นน้อง "กูอยากบ้า"
เลยขอซื้อไว้หมด เกรงใจประชาชน อิอิ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีคะ ลุงเอก
"เศรษฐกิจวิถีที่มีชีวิต" ใช่เลย..
ขอบคุณลุงเอกที่เอาข้อคิดดีดี มาฝากหลานๆ นะคะ
รักษาสุขภาพด้วยคะ
---^.^---
สวัสดีค่ะ... แวะมาเยี่ยมลุงเอก...คุณลุงสบายดีนะคะ ^^
คิดถึงลุงเอกจัง..รักษาสุขภาพด้วยนะคะ หลานจะคอยเป็นกำลังใจให้ กอดๆๆ..หนูจิ