ควรเป็นตัวชี้วัดที่บอกสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นผลจากอดีตแต่มีความเสี่ยงต่ออนาคต

ที่หลายคนเห็นเช่นนั้นเป็นเพราะตัวชี้วัดที่ผ่านมามักจะเหวี่ยงแห  หากเปรียบการขับเคลื่อนองค์กรกับการขับเคลื่อนรถยนต์   ตัวชี้วัด 1 ชุด  ที่มีองค์ประกอบอยู่ 20-30 ตัว   จึงเหมือนเครื่องมือที่ใช้ตรวจสภาพรถทั้งคัน  คงเสียเวลาอย่างมากในการทำความเข้าใจเครื่องมือและทำการตรวจวัด    ผลสุดท้ายก็ไม่มีใครใช้  เพราะยุ่งยาก 

 

ผู้สร้างตัวชี้วัดคงเกรงว่า หากไม่สร้างเยอะๆ จะ ไม่รอบด้าน  ไม่ บูรณาการ  

 

ยิ่งตัวชี้วัดที่เกิดจากการระดมสมอง ยิ่งได้ตัวชี้วัดชุดใหญ่ เพราะความเกรงใจที่จะตัดตัวชี้วัดของใครออกไป

 

แท้จริงแล้ว  ตัวชี้วัดที่มีประโยชน์  ทรงพลัง  คือตัวชี้วัดที่สะท้อนประเด็นวิกฤตได้    ซึ่งจะมีอยู่แค่ไม่กี่ตัว (เพราะตัวอื่นๆอาจเป็นเหตุผลของกันและกัน  ชี้ผลไปในทางเดียวกันอยู่แล้ว)  การสร้างตัวชี้วัดจึงต้องเป็นงานละเอียดและผู้สร้างเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ  ผ่านการวิเคราะห์  การสกัดกลั่นกรอง  การตีความ  ทดสอบ  และมีความหมายที่จะสื่อความได้

 

อาจเป็นตัวชี้วัดเพื่อบอกความสำเร็จ  หรือตัวชี้วัดที่จับชีพจรชีวิต  (อย่างเช่น เครื่องตรวจความดันและหัวใจ  หรือหน้าปัดบอกความร้อนในรถยนต์ที่เราขับขี่)

ควรเป็นตัวชี้วัดที่บอกสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นผลจากอดีตแต่มีความเสี่ยงต่ออนาคต

 

หากต้องการบอกกระบวนการ  คงไม่ต้องสร้างตัวชี้วัดให้ยุ่งยาก  ยุบยับ บอกไปเลยว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ และควรทำอย่างไร และได้ทำหรือไม่อย่างไร .... นั่นก็เป็นเครื่องมืออีกชุดหนึ่ง ที่ไม่ใช่ตัวชี้วัด...

 

แน่นอนว่า  ตัวชี้วัดเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งเท่านั้น  และไม่ใช่พระเจ้าของความสำเร็จ  ดีไม่ดี ทำให้เราหลงเข้าป่าด้วยหากเราไม่รู้จักเป้าหมายการใช้งานตัวชี้วัดนั้น

 

การใช้  GDP อย่างแพร่หลายเกิดเพราะมันเป็นตัวชี้วัดโดดๆที่สามารถชี้ความเติบโตทางเศรษฐกิจ  องค์ประกอบข้างในของมันบอกประเด็นหลักๆของกลไกการทำงานทางเศรษฐกิจได้แบบตรงไปตรงมาที่จะลงไปดูได้ทันทีว่าจุดอ่อนอยู่ที่ไหน

 

ตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างเช่น GINI  อธิบายองค์ประกอบเพื่อแก้ปัญหาได้ยากกว่า จึงใช้ประโยชน์น้อย ทั้งๆที่เป็นประเด็นสำคัญยิ่งในบ้านเรา

 

หากประเทศไทยจะใช้ตัวชี้วัดทางสังคมสักสองสามตัว  เพื่อชี้การพัฒนาสังคม  ตัวชี้วัดนั้นควรจะเป็นอะไร ? 

 

หากจะเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาการเมือง   เราเสนอว่า  ใช้  จำนวนคนที่ขายเสียงต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง  บางที การซื้อสิทธิ์ขายเสียง อาจจะสะท้อนทั้งปัญหาคอร์รัปชั่น  ปัญหาสังคม (อุปถัมภ์) ปัญหาจริยธรรม  และปัญหาเศรษฐกิจด้วย