ชื่อกลุ่มอีโต้น้อย มีที่มาจากจุดเริ่มต้นของพ่อผาย ที่มีมีดอีโต้ติดตัวมาเล่มเดียว ไม่มีทุนหรือปัจจัยการผลิตอย่างอื่นเลย

พ่อผาย 

เป็นปราชญ์ชาวบ้านผู้ริเริ่มศูนย์การเรียนรู้ชุมชนกลุ่มอีโต้น้อย  ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสระคูณ ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์   ทำกิจกรรมและเผยแพร่ความรู้ในด้านต่าง ๆ อาทิ  การทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่  การจัดบุญประทายข้าวเปลือก  การเทศน์มหาชาติของทุกหมู่บ้าน  โครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม  การรักษาโรคด้วยสมุนไพรพื้นบ้านด้วยหมอยาสมุนไพร หมอนวด และหมอขวัญ ฯลฯ

พ่อผายบอกว่าผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านทั้งหลาย ล้วนแต่เคยผ่านประสบการณ์ล้มเหลวจากการปลูกพืชเศรษฐกิจ ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือแม้กระทั่งพืชหลักอย่างการทำนาปลูกข้าวมาแล้วทั้งนั้น เพราะการที่ต้องพึ่งพากลไกตลาด และปัจจัยการผลิตที่ต้องลงทุนสูง แต่ขาดอำนาจต่อรอง ไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ แทนที่จะมีฐานะดีขึ้น กลับเป็นหนี้ที่พอกพูนขึ้น ทั้งยังทำลายทุนทางสิ่งแวดล้อม ทำลายทุนทางสังคมและครอบครัว ลูกหลานต้องจากบ้านไปทำงานในเมือง ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ จากการมุ่งหวังความร่ำรวย หันกลับมาสร้างดัชนีวัดชีวิตของตัวเองใหม่ว่าจะต้องมีหลักประกันในชีวิต มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง มีสิ่งแวดล้อมดี มีอิสรภาพ มีความภาคภูมิใจ และเข้าถึงธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง

 

ชื่อกลุ่มอีโต้น้อย มีที่มาจากจุดเริ่มต้นของพ่อผาย ที่มีมีดอีโต้ติดตัวมาเล่มเดียว ไม่มีทุนหรือปัจจัยการผลิตอย่างอื่นเลย แต่ด้วยความที่เคยบวชเรียนมาก่อน พ่อผายจึงยึดถือหลักธรรมะของการพึ่งตนเอง คือ “อตฺตาหิ อตฺโน นาโถ” พร้อมกับมองในเชิงบวกว่าตนเองก็มีทุนติดตัวมา คือ ร่างกายที่พ่อแม่ให้มา มือขวาพ่อให้มา 5 แสน มือซ้ยพ่อให้มา 5 แสน แล้วเริ่มลงมือขุดสระ เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ ทำเกษตรผสมผสานให้พึ่งตนเองได้ จนพัฒนามาเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน

จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้ของพ่อผาย สร้อยสระกลาง  ได้แก่  เป็นศูนย์เรียนรู้ที่เน้นการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง  มีการจัดการด้านการขยายเครือข่ายอย่างชัดเจน ทั้งในระดับกลุ่ม หมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัด สร้างเด็กรักถิ่นมาสืบทอดการเรียนรู้   มีการจัดการด้านกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนออมน้ำ กองทุนวัวควาย กองทุนวัฒนธรรม เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ๆ อย่างเป็นระบบ วิทยากรจะไม่เอาข้าราชการหรือนักวิชาการ แต่ต้องเป็นคนในท้องถิ่นที่ผ่านการปฏิบัติจริงจนประสบความสำเร็จ โดยมีบ้านพ่อผายเป็นศูนย์การเรียนรู้ และบ้านของวิทยากรเป็นฐานการเรียนรู้ในแต่ละเรื่อง นอกจากนี้ยังมีกติกาว่าคนที่มาศึกษาดูงานที่ศูนย์นี้ให้ศึกษาอย่างเดียว ไม่ต้องแนะนำเพราะจะให้ให้คนอื่นหลงทางไปด้วย

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการศึกษาในปัจจุบัน พ่อผายบอกว่ายังไม่น่าพอใจนัก เพราะมุ่งสอนให้คนรู้เฉพาะทาง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน แต่ไม่ได้สอนให้พึ่งตนเองได้ การศึกษาควรฟื้นฟูความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ท้องถิ่น จะได้รู้จักทุนของชุมชน รู้ปัญหาและพัฒนาการของความขัดแย้งที่ทำให้ชาติอ่อนแอ ได้รู้จักฐานทรัพยากรของท้องถิ่น ครูอย่าให้แต่เด็กท่องจำ แต่ต้องให้ปฏิบัติและคิดวิเคราะห์ไปด้วย