สำหรับคำถามข้อต่อไป ------->
ก่อนจะตอบคำถามนี้ สิ่งที่เราน่าจะทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกก็คือ “ความหมาย” เวลาที่เราใช้คำว่า “ระบบ” . . . สำหรับผมแล้วคำว่าระบบมี 2 ความหมายใหญ่ๆ คือ 1. ระบบในความหมายที่ค่อนข้างจะเป็น “กลไก” และ 2. ระบบในความหมายที่แสดงให้เห็นถึงการ “โยงใย”ระหว่างเหตุปัจจัยต่างๆ . . . จะเห็นได้ว่าระบบแบบแรกนั้นเป็นการมองในเชิงการ “จัดการ” เป็นความต้องการที่จะ “Organize” ต้องการที่จะ “ทำอะไร” บางอย่าง ในขณะที่ระบบแบบที่สองเป็นการมองในลักษณะที่ “ปล่อยให้” สิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างเป็น “ธรรมชาติ” เป็นการเดินไปแบบ “Organic” ไม่ได้มีการวางแผนไว้ที่ “ตายตัว” จนเกินไป อาจจะใส่แค่ “หัวเชื้อ” หรือ “ตัวเร่ง” ลงไป แล้วปล่อยให้มันดำเนินไปด้วยตัวเอง
ระบบ KM ที่ดีนั้นจำเป็นจะต้องครอบคลุมทั้งสองความหมายนี้ แต่ที่ผมได้พบมา พบว่าองค์กรส่วนใหญ่ให้ความสนใจแต่ระบบในแบบแรก ทั้งๆ ที่ระบบในแบบหลังนั้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ระบบในแบบที่สองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการ “สร้างเครือข่าย” ต้องรู้วิธีว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะ “ได้ใจ” ผู้ที่เข้ามาร่วมเครือข่าย และรู้ว่าจะต้องใช้ “ตัวเร่ง” อะไรจึงจะสามารถ “ขับเคลื่อน” เครือข่ายและทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่าง “เต็มใจ ด้วยความตื่นเต้นและเป็นสุข” เป็นระบบที่ “ปลุกเร้า กระตุ้นและจูงใจ” ไม่ใช่ระบบที่อิงอาศัยการใช้ “แรงกดดัน” หรือ ใช้อำนาจสั่งการควบคุม (Command & Control) เท่านั้น
สำหรับประเด็นต่อมาที่ถามว่า . . . “แล้วใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบระบบดังกล่าว” . . . หากระบบที่ว่านี้ เป็นระบบที่อิงเทคโนโลยี ฝ่าย IT คงจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไม่ต้องสงสัย หากเป็นระบบหรือกระบวนการที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องการพัฒนาคน ฝ่าย HR (หรือพัฒนาบุคลากร) ก็คงต้องเข้ามาเป็นต้นเรื่อง หากเป้าหมายของการทำ KM เป็นไปเพื่อการปรับปรุงพัฒนางาน ผู้บริหารส่วนงานนั้นๆ ก็คงจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง . . . มองไปมองมาทำให้ “จับหลัก” ได้ว่า เรื่อง KM เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนหลายๆ ฝ่าย ไม่ใช่เรื่องที่จะไปมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดรับผิดชอบ
ที่ผมตอบอย่างนี้ บางทีอาจมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย (คิดแตกต่าง) หลายท่านอาจเห็นว่า น่าจะมี ฝ่าย KM เข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้ ? หากใครมีอะไรดีๆ (จะเหมือนหรือแตกต่าง ไม่สำคัญ) ขอให้ลองแชร์เข้ามากันเยอะๆ ครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์ที่มอบความรู้ดีๆให้นะครับ
เห็นด้วยครับ ต้องเน้น "ปลุกเร้า กระตุ้นและจูงใจ"
อย่างไรก็ตาม บางครั้ง การปลุกเร้าอย่างเดียวมีไม่มากพอ
จึงอาจต้องใช้ "แรงกดดัน" มาช่วยทำให้เกิดพลัง
แต่ "แรงกดดัน" จะต้องใช้วิธีที่สร้างสรรค์ ไม่งั้นก็จะกลับไปสู่การใช้อำนาจสั่งการควบคุม
จากประสบการณ์ส่วนตัว "ปลุกเร้าและกดดัน" อย่างสร้างสรรค์ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้คนในองค์กรที่มีความกระตือรือร้นแตกต่างกันนั้นทำอะไรสักอย่างจนสำเร็จ
สิ่งที่ผลักดันให้คนในองค์กรทำสิ่งต่างๆอย่างเต็มที่ เต็มใจนั้น ก็คือ "ความรู้ที่เพียงพอ" ซึ่งความรู้ที่มากพอนี้ไม่อาจได้จาก ICT เท่านั้น แต่ต้องเกิดจาก "เครือข่ายของความรู้" ที่มีพลวัติและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งก็คือ KM ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง เราต้องพยายามทำให้ทุกคนได้รับความรู้ที่จำเป็นในการทำสิ่งต่างๆของเขาด้วย
"ความรู้ที่เพียงพอ" ทำให้ "คน" เกิดพลังในการทำงาน ขณะเดียวกัน "คน" ที่กระตือรือร้นก็พร้อมที่จะใส่ "ความรู้" เข้าไปในกระบวนการ KM จนกลายเป็น "เครือข่ายความรู้" ที่มีพลังพลวัต และเพิ่มพูนความรู้ที่สดใหม่สร้างสรรค์และมีความสุขอยู่ตลอดเวลา
กระตุ้น (ปลุกเร้า) + กดดัน (อย่างสร้างสรรค์) = ผลลัพธ์
อ่านที่เจริญชัย Comment แล้ว ลองเขียนเป็นสมการเล่นๆ ครับ
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.ประพนธ์
ที่ท่านอาจารย์ JJ บอกว่า "ผู้บริหารหลายหน่วยงานรังเกียจ KM" ผมว่าคงเป็นเพราะท่านเหล่านั้นยังไม่เข้าใจว่า "KM จะช่วยอะไรท่านได้" หรือไม่ก็เป็นเพราะว่าที่ผ่านมาในหน่วยงานของท่านมีแต่ "การทำ KM" มากกว่า "การใช้ KM" (ดังที่ผมเขียนไว้ในบันทึกต่อไป)
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ การทำ กับการใช้ วันนี้เราหลงทางกันจริงๆ หนูเองก็เมาหมัดกับการจัดการความรู้ทึ่คิดว่าเดินถูกทาง แต่ได้ฟังเสียงภายในใจ ร้องเตือนว่าต้องติดตามครูบาอาจารย์ วันนี้พอได้อ่านที่ท่านอาจารย์ชี้แนะก็มองเห็นทางท่ต้องเดินต่อไป