เรื่องนี้ผมได้ข้อคิดจากการเตรียมงาน “พัฒนาชุมชนต้นแบบ” ในการวิจัยด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานทดแทน ที่เป็นแผนงานของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่ต้องการเน้นความเข้มแข็งของชุมชน จนสามารถเป็น “ต้นแบบ” ได้
เพราะ การจะเป็นต้นแบบ ต้องเป็นด้วยตัวเอง ไม่ใช่คนอื่นสมมติให้เป็น โดยตัวเองไม่รู้เรื่อง
ที่มีชุมชนต้นแบบด้านต่างๆ ที่ดำเนินการภายใต้เครือข่ายปราชญ์ เกษตรอินทรีย์ กสิกรรมไร้สารพิษ ฯลฯ
ที่เป็นแนวทางของความคิด ว่า
ต้นแบบคืออย่างไร และจะเป็นไปได้ด้วยวิธีใด
ที่แตกต่างจากอีกวิธีหนึ่งที่หน่วยงานภายนอกไปดำเนินงานวิจัย โดยใช้ชุมชนเป็นวัสดุวิจัย (Research objects)แทนที่จะพยายามสนับสนุนให้เขาเป็นนักวิจัย (Researchers)ที่อาจจะต้องสนับสนุนช่วยบางมุมที่ชุมชนยังขาด หรือยังไม่ถนัด หรือไม่เหมาะที่จะทำเอง
โดยเฉพาะแนวทางการเรียนรู้ด้วยตัวเอง การลองเปรียบเทียบเทคนิควิธีการต่างๆ ที่ชุมชนอาจไม่เคยทราบมาก่อน ที่อาจใช้เทคนิคการเรียนรู้ช่วยเสริม
สำหรับการเขียนรายงานขั้นตอน และผลการเรียนรู้ไว้เป็นหลักฐานนั้น ประชากรในชุมชนอาจไม่ถนัด จึงอาจใช้การเสวนา เล่าเรื่อง ระดมความคิด และสรุปบทเรียนร่วมกัน
แต่ที่ผ่านมานักวิจัยจากภายนอกมักมีเวลาจำกัด และอาจถูกบีบด้วยเงื่อนไขของแหล่งทุน ทำให้ต้องรีบทำ รีบเสร็จ รีบรายงาน ที่จำเป็นต้องบีบ หรือสกัดข้อมูลจากสมาชิกชุมชน แทนการสรุปบทเรียน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือการเล่าเรื่องที่ใช้ขั้นตอนและเวลานานกว่า
แต่ก็เป็นเส้นทางที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และเป็นต้นแบบได้
ดังนั้นการปรับเปลี่ยนที่จะเอื้อให้ชุมชนเป็นนักวิจัย และเข้มแข็งพอที่จะเป็นต้นแบบได้จึงอยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจของหน่วยสนับสนุนภายนอก และแหล่งทุนที่เข้าใจเส้นทาง วิธีการ และเป้าหมาย จึงจะสนับสนุนการพัฒนาการของชุมชนได้อย่างเหมาะสม
ผมจึงหวังว่าโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบ จะได้ดำเนินงานอย่างถูกต้องตรงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของงานวิจัยเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่เพื่อการผลิตเอกสารรายงานวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว
ดังนั้น ทุกฝ่ายอาจต้องมาคุยกันอย่างชัดเจนก่อนการดำเนินกิจกรรมของโครงการนี้
เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนและสมาชิกเป็น “นักวิจัย” แทนที่จะเป็น “วัสดุวิจัย” ดังเช่นที่เคยเป็นมา
ขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติชุดปัจจุบัน ที่ริเริ่มให้มีการพัฒนาแก้ไขประเด็นที่สำคัญนี้ครับ
ผมก็กำลังเรียนครับ
และพยายามสนับสนุน "ชุมชนนักวิจัย (Community of Researchers)" ทีสร้างนักวิจัย แทนการ "วิจัยชุมชน (community research)" ที่มักทำโดยบุคคลภายนอกเป็นหลัก ที่นิยมใช้ขุมชนเป็น "วัสดุวิจัย"
บางคนคิดว่าผมเล่นคำ
ใครที่คิดเช่นนั้นผมให้อภัย เพราะแสดงว่าเขายังไม่รู้เรื่องอะไร
แต่หวังว่าวันหนึ่งเขาจะเรียนรู้ครับ
อย่างน้อยก็น่าจะก่อนที่เขาจะสิ้นลมหายใจครับ
ขอบคุณครับที่เข้ามาสนับสนุนครับ
เป็นจิตอาสาช่วยงานชุมชน ก็เป็นการทำวิจัยที่ดี ต้องลงไปทำกับชาวบ้านค่ะ
การระเบิดจากภายใน ย่อมต้องดีมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนกว่า การระเบิดจากข้างนอก ครับ
นำไปสู่การพึ่งตนเอง และการพัฒนาที่แท้จริง ในที่สุด
ไม่มีใครจะรู้เราดีเท่ากับตัวเราหรอกครับ
ความเชื่อ ความคิด การกระทำ บางทีเราก็ไม่สอดคล้องกัน
คนส่วนใหญ่ชอบบอกว่าทำดีที่สุดแล้ว แต่อาจไม่เคยคิดว่าจะทำดีกว่าเดิมได้อย่างไร
ย่ำอยู่ที่เดิม ก็ยังพอใจ
เราก็ต้องทนสู้ต่อไป
ทำไงได้ เกิดมาแล้ว ก็ต้องสู้ต่อไป
ยังหาทางทำดีกว่านี้ครับ
- ปํญหาของคนทั่วไป คือไม่รู้
- ปัญหาของคนที่รู้ คือ รู้แล้วแต่หักห้ามใจไม่ได้ สุดท้ายทำให้เกิดทุกข์ เพราะตัวเอง
- ขอบคุณครับอาจารย์ที่ให้ความรู้
สรุปว่า ความรู้ไม่พอใช้
ทั้งรู้มากและรู้น้อยที่ว่ามาครับ
ผมกำลังระดมแนวร่วมคนที่เข้าใจ และเห็นตรงกันในการทำงานพัฒนาที่ยั่งยืน และขยายผลได้ครับ
ท่านอยู่ที่ไหนก็ตาม เมื่อถึงเวลาผมจะติดต่อไปครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
ผมชอบแยวคิดของอาจารย์นะครับ
สร้างชุมชนให้รู้จักการเป็นนักวิจัย มากว่าการเป็นวัสดุวิจัยของนักวิจัยภายนอก
ผู้คนจะได้เห็นความสำคัญของการวิจัยด้วยครับ
เห็นด้วยกับแนวคิดของอาจารย์ค่ะ เพราะเท่าที่เห็นมา ชุมชนไม่ได้วิจัยได้เองจริง เป็นแค่วัสดุวิจัย แต่ต่อไป คงจะดีขึ้นๆแล้วนะคะ
ก็ต้องหาแนวร่วมมากๆครับ
ตอนนี้ยังน้อยอยู่ครับ
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับกับประเด็นนี้ ..
ใช้ชุมชนเป็นวัสดุวิจัย (Research objects)แทนที่จะพยายามสนับสนุนให้เขาเป็นนักวิจัย (Researchers)
ที่ มมส..ก็ชวนให้ชุมชนเป็นผู้วิจัย และชุมชนก็ฟื้นชุมชนของตัวเองเป็นชุมชนต้นแบบจนออกทีวีไปแล้วก็มี ซึ่งก็เป็นแนวทาง แนวคิดเดียวกับที่อจารย์ได้กล่าวถึง
ดีมากเลยครับ
ผมรู้แล้วว่างานต่อไปผมจะติดต่อใคร
ขอบคุณมากครับ