อนุสนธิจากการขึ้นเรื่อง “คิดไปก็ไร้คุณ ถ้ามัววุ่นอยู่แต่คิด” ทำให้ผมนึกถึงคำพังเพยอีกวลีหนึ่งจากวัดที่เชียงใหม่ เมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อนเช่นกัน
ทำไปก็ไร้ค่า ถ้าไม่กล้าจะทำจริง
ที่ย้ำว่าแม้จะลงมือทำ แต่ก็ทำเพียงส่วนเดียว หรือ ทำแบบไม่ถึงปลายทาง ก็ไร้ค่าเช่นเดียวกัน
ที่ผมใช้เตือนตัวเองมาตลอด
โดยเฉพาะในฐานะนักวิชาการที่ควร หรือต้องทำงานให้เห็นผล ไม่ใช่ทำครึ่งๆกลางๆ
· แบบแยกส่วนตามความรู้ ตามถนัด ตามภาระงาน
· แบบธุระไม่ใช่ ทำเฉพาะหน้าของตนเอง ส่วนอื่นคาดหวังว่าจะให้คนอื่นทำต่อ แต่ก็ไม่เคยตามดูว่ามีใครทำต่อหรือไม่
· ทำตามๆกัน เพราะคนอื่นๆ ก็ทำเช่นนั้นหรือเกณฑ์วัดผลงาน หรือวัดผลการทำงานมีแค่นั้น
ทำให้มีงานแบบที่เสร็จเพียงบางส่วน แบบสุกเอาเผากิน เสร็จแค่ครึ่งทาง มีอยู่มากมาย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ที่ในวงวิชาการทำอยู่มีมากมาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของที่มาของคำว่า
· วิจัยขึ้นหิ้งที่อย่างมากก็ใช้อ้างอิงกันเอง หรือขอตำแหน่ง เพื่อขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง โดยผู้อื่น หรือสังคมแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร
· งานวิชาการลงไม่ถึงชุมชนทำใช้ในวงวิชาการอย่างเดียว แต่ก็ชอบอ้างว่า “ชุมชนได้ประโยชน์ ถ้านำไปใช้” (แต่ความเป็นจริง ไม่มีใครใช้ได้ แม้ตัวเองก็ยังใช้ไม่เป็น ก็มี)
· นักวิชาการปากคาบคัมภีร์ อ้างแต่ตำรา ทฤษฎี ไม่เคยสัมผัสโลกแห่งความเป็นจริงจึงอยู่ห่างจากโลกแห่งความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ความรู้ที่มีใช้จริงๆ ไม่ได้สักเรื่อง
· นักวิชาการหอคอยงาช้างไม่เคยทำตัวให้เป็นประโยชน์กับใคร
· นักวิชาการในห้องแอร์ชอบแบบนั้น เพราะกลัวแดด กลัวร้อน กลัวผิวเสีย
· นักเล่นเกมคอมพิวเตอร์และเชื่อว่าเกมเป็นตัวแทนของชีวิตจริง แต่ก็ไม่เคยเป็นจริง เพราะการเขียนโปรแกรมที่ใช้ค่าเฉลี่ยและการเดา ที่แทบไม่เคยเป็นจริง และมักอยู่กับความเพ้อฝันตลอดการทำงาน
· นักผลิตกระดาษเปื้อนหมึก ที่เน้นการตีพิมพ์เผยแพร่ในกลุ่มเดียวกัน แล้วก็บอกว่านี่คือ ปัจจัยที่มีผลที่แท้จริง (Impact factor) ทั้งๆที่ใครๆก็รู้ว่าแทบไม่มีใครนำไปใช้จริง ก็แค่อ้างกันไป อ้างกันมา
· นักพล่ามในห้องสัมมนา ที่ชอบนำเสนอ เรื่องที่แทบหาประโยชน์อะไรไม่ได้ ทำไปก็เพื่อการเผยแพร่สิ่งที่ไร้ประโยชน์ ให้เป็นขยะทางสังคม
เรื่องแบบต่างๆข้างต้น นี้อยู่ในกลุ่มของคนที่ “ไม่กล้าจะทำจริง” เพราะหลายเหตุ หลายประการ
แต่ข้ออ้างที่ชอบใช้กันก็คือ
· ทำตามภารกิจ
· ทำตามหน้าที่
· ทำตามงบประมาณ
· ทำตามสาขาที่ถนัด เฉพาะเรื่อง เฉพาะตัว
จึงเป็นการทำไปแบบ “ไร้ค่า” จริงๆ
สังคมไทย และสังคมโลก ได้สูญเสียทรัพยากรเลี้ยงคนแบบนี้ไว้มากมาย ประมาณว่าน่าจะเกินกว่าครึ่ง
เพราะส่วนที่ใช้ได้จริงนั้นมีน้อยมาก นักวิชาการที่ทำงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงมีน้อยมาก หายากกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ไม่ต้องมองอื่นไกล
แค่นักผลิตกระดาษเปื้อนหมึกที่หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยของไทยบางหน่วยงานพยายามบีบบังคับให้เกิดทุกวิถีทาง ทั้งวิธีลงโทษ ยกย่อง ให้รางวัล สารพัดวิธี ให้ผลิตกระดาษเปื้อนหมึกไปแลกเงิน แลกรางวัล “นักวิจัยดีเด่น” สารพัดรูปแบบ ก็ยังมีไม่มากเลยครับ
เพราะที่เหลือ ก็มักเป็นประเภท คนที่แค่อ้างตัวว่าเป็นนักวิจัย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา ที่มีผลการทำงานต่ำกว่านั้นอีก เป็นจำนวนมาก
แตไม่เคยมี "ผลงาน" ที่เป็นจริง เลยสักเรื่อง
(นอกเหนือจากการอ้างแบบเอาข้างเข้าถู พออยู่รอดไปวันๆ)
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมสังคมไทยเรา จึง
· ยังไม่ค่อยใช้ความรู้ในการพัฒนา เพราะไม่ค่อยมีให้ใช้
· มีงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาวิชาการน้อย เพราะไม่รู้จะสนับสนุนให้ใคร ไปทำอะไร ก็แค่ทำให้ดูเสมือนว่ามีก็น่าจะพอแล้ว มีมากกว่านี้ก็ไม่ทราบว่าจะได้ประโยชน์อะไร และ
· นักวิชาการตัวจริงมีน้อย และที่ทำงานแบบได้ผลจริงๆ ยิ่งมีน้อยลงไปอีก
นี่คือส่วนหนึ่งของขีดจำกัดในการพัฒนางานวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยครับ
วิธีแก้ ก็น่าจะอยู่ที่การใช้ตัวชี้วัดที่เป็นจริง เช่น
· ผลงานที่ใช้ได้จริงๆ เป็นรูปธรรม เชิงประจักษ์ หรือ ทำให้เกิดผลได้จริงๆ มีตัวอย่างให้เห็นชัดๆ แบบไม่มีทางซ่อน หรือแอบแฝง
· มีผลกระทบที่เป็นจริง (Impact factors) ทางสังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม แบบไม่มีอะไรต้องคาดเดา หรือ มีข้อสงสัย
เปลี่ยนการใช้ตัวชี้วัดแบบครึ่งๆกลางๆ ในการประเมินความดีความชอบ (แต่อาจใช้ประกอบการประเมินการปฏิบัติงาน แต่ไม่ควรถือเป็นผลงาน)
ไปเป็นตัวชี้วัดตามเป้าหมายของการทำงาน โดยเฉพาะที่ใช้ในปัจจุบัน คือ
-
รายงานการปฏิบัติงาน การใช้งบประมาณ แบบไม่มีผลการทำงานให้เห็น
-
รายงานผลวิจัยที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ
-
การผลิตกระดาษเปื้อนหมึก (Publications)ไว้อ้างอิง (citation) แบบอ้างกันไปอ้างกันมา แต่ไม่มีใครนำไปใช้จริง (No actual or practical impact) (หรืออาจประเมิน Impact เฉพาะที่นำไปใช้จริง)
-
หรือ การสร้างภาพ แบบนักจัดนิทรรศการ คุยได้ทั่วโลก แต่ไม่มีผลงานจริงๆ ในพื้นที่ หรือชุมชน (หรือมีก็แค่จัดแสดงไว้นั่นแหละ)
ผมเชื่อว่านี่คือทางออกเพื่อให้คน ต้อง และ กล้า ทำจริง มากขึ้นครับ
เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และสังคมโดยรวมครับ
เห็นด้วยกับอาจารย์ทุกประการ
อยากเห็นของจริงเหมือนอาจารย์ให้มากขึ้นจะได้พัฒนาอย่างจริงจังเสียที
ไม่อยากเห็นสิ่งที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ ซึ่งเป็นของปลอมมากมายเลย
ต้องแก้ที่ตัวเราก่อน
เราจะได้มีสิทธิ์ชี้แนะไงครับ
เพราะถ้าเราดีแตพูด ไม่ทำ คงไม่มีคนฟังเรา
แม้แต่ทำก็ยังอาจไม่มีคนสนใจเลยครับ
ทำให้ตื่นเลยคะ
ดีมากครับ