
วันหนึ่งมีโอกาสนั่งดูรายการทีวีรายการหนึ่ง เขาได้นำเสนอชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งเพื่อสื่อสะท้อนให้เห็นภาพของผู้คนตัวเล็ก ๆ ที่ดำรงอยู่ในสภาวะสังคมมนุษย์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงในสภาวะที่ผู้คนในสังคมจะต้องแข่งขันกันทำมาหากินอย่างเคร่งเครียด เรื่องราวกล่าวประมาณว่า... เขาเคยศึกษาเล่าเรียนจบหางานทำมีงานทำมั่นคงและชีวิตการทำงานก็เคยเป็นถึงระดับผู้บริหารแต่ทำไมเขาเลือกที่จะออกมาใช้ชีวิตที่บ้านนอก ณ บ้านเกิดเมืองนอนของเขาเอง กลับไปสร้างความแตกต่างโดยการนำเสนอวิธีใช้ชีวิตแบบดังเดิม แต่มันกับกลายเป็นความแปลก จนคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านมองว่าเขาเป็นผีบ้า..
"จังหวะชีวิต..."ที่เขาได้กลับไปอยู่บ้านอยู่อย่างเป็นสุข..ได้หวนหากลิ่นดินถิ่นเดิมอีกครั้ง และ อาจจะมีน้อยคนนักที่จะโชคดีเช่นนั้น โชคดีที่บ้านของเขาเป็นทีนิยมของนักท่องเที่ยวต่างบ้าน นั้นอีกหนึ่งเรื่องราวของผู้คนในชนบทมักดูจะมีเรื่องราวที่คล้าย ๆ กันหลายคนเริ่มต้นที่ต้องเดินทางออกจากบ้านเกิด เพื่อออกเดินตามหาความฝัน ล่วงเลยผ่าน..กาลเวลาก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างไม่หยุดนิ่ง เวลา...ได้เปลี่ยนสภาวะอารมณ์และจิตใจให้เป็นไปตามประสบการณ์ ประสบการณ์บนเส้นทางฝัน...ยิ่งนานวันดูเหมือนว่าเราได้ถูกขังตรึงไว้กับพันธนาการชีวิตอย่างไม่รู้ตัว
"อิสรภาพทางจิตใจ..มันมักรอคอยคำตอบจากเราเสมอ มันนอนสงบนิ่งอยู่ภายใต้จิตสำนึกของทุกชีวิต รอเวลาจะปะทุขึ้นมาเมื่อมันมีจังหวะที่เหมาะสม"
"โหยหาอิสระกับกลิ่นไอดิน ถิ่นฐานเดิม ชีวิตเป็นผืนผ้าใบที่ว่างเปล่ารอการวาดแต่งสีสันตามจินตนาการใจ ความทุกข์จากการแสวงหาความสำเร็จบนเส้นทางใหม่ สองเส้นทางที่ผู้คนต้องเลือกเดิน..."
"ไม่แปลกใจเลย...ที่คนชนบท จะเลือกค้นหาความสุขของชีวิตด้วยการหนีเมือง...เพราะพื้นฐานคนเมืองกับคนชนบทมันมีวิถีที่เคยชินต่างกัน การกลับมาสร้างตัวตนบนพื้นฐานเดิมจึงไม่แปลก หาโอกาสหนีงานที่มีแต่ความยุ่งเหยิง กลับมาค้นหาความสุขที่บ้านเก่าเมืองเกิดด้วยใจที่โหยหาเป็นชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีเป้าหมายของชีวิตที่เหลืออยู่อย่างชัดเจน ได้ปลดแอกจากคำว่างานประจำ....ปล่อยวาง"
คนที่ยังใฝ่หาความสำเร็จจะมองคนที่ทำตัวอย่างนี้ว่าว่าเช่นไร อยากจะรู้ความคิดของเขานัก ??? หรือเขามองเห็นว่า "นั้นหนทางของคนขี้แพ้...อ่อนแอต่อกระบวนการชีวิตที่ต่อสู่แข่งขัน" หรือจะมองเห็น "เขาเป็นคนที่เก่งมากที่เอาชนะพันธนาการของชีวิตในยุคทุนนิยมได้" ยุคที่ผู้คนยกย่องเงินตรา ลาภ ยศ และ สรรเสริญเยี่ยงอย่างมนุษย์ธรรมดาทั่วไป
เหตุการณ์ครั้งนี้มันทำให้ผมย้อนคิดถึงคนต้นแบบอีกคนเมื่อประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา คิดถึงกรณีของน้องต้นข้าวขึ้นมาทันควัน สองคนสองครอบครัวสองต้นแบบชีวิต เกิดความสับสนว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ที่จะเป็นรูปแบบที่สำเร็จรูปจริง ๆ ของทุกชีวิต หากขึ้นอยู่กับตัวเองมากกว่า ที่จะใช้ชีวิตแบบไหนถึงจะค้นพบกับความสุขของชีวิตในแบบฉบับตัวเองได้....เฮ้อ...
ครับ..จังหวะของชีวิต
ผมเองก็ได้ยินเสียงจากภายในตัวเองอย่างแจ่มชัดว่า ปรารถนาและโหยหาการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดเมืองนอนอย่างเรียบง่าย ท่ามวิถีทุ่ง-สายน้ำและแกไม้
แต่ไม่รู้ว่าถึงวันนั้นแล้ว...สภาพดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน..หากแต่วันนี้ การได้หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตท่ามวิถีดังกล่าว ก็ชวนให้เราสุขใจและมีกำลังใจหยัดยืนอยู่ในปัจจุบัน...
ขอบคุณครับ
สภาพแวดล้อมคงเปลี่ยนไปมากแล้วครับ
เมื่อก่อนบ้านผมม่แม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้านต้นน้ำมาจากเทือกเขาภูพาน
ถึงหน้าฝนนอนฟังเสียงฝนตกพอฝนหยุดตกก็มีเสียงกบเสียงเขียดร้องกล่อมทั้งคืน
ตื่นเช้ามา มองออกไปท้องทุ่งก็เต็มไปด้วยน้ำ สะท้อนเป็นสีขาวเต็มท้องทุ่ง
เป็นสัญญาบอกถึงฤดูทำนามาถึงแล้ว...ผมชอบออกไปหาจับปลาที่มันมากับน้ำใหม่บรรยายสดชื่นดีมากครับอาจารย์....
แต่ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว...
ขอบคุณมากครับอาจารย์ที่แวะเข้ามาเยี่ยม