ตอนที่ ๑   ตอนที่ ๒     ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔   ตอนที่ ๕    ตอนที่ ๖  ตอนที่ ๗   ตอนที่ ๘  ตอนที่ ๙  ตอนที่ ๑๐
         

          ผมขอบทความที่มองระบบการศึกษาไทยอย่างครอบคลุมรอบด้าน   และเห็นภาพเชิงประวัติศาสตร์ ของ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร นักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษาที่ดีและเก่งที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทย   เอามาเผยแพร่ต่อดังต่อไปนี้   โดยที่บทความนี้ยาวกว่า ๕๐ หน้า    จึงทยอยลงหลายตอน
          ขอชักชวนให้ค่อยๆ อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ จะได้ประโยชน์มาก
    

วิกฤติ    กระบวนทัศน์  มโนทัศน์  เพื่อการปฎิรูปการศึกษา
กฤษณพงศ์ กีรติกร

ต่อจากตอนที่ ๑๐

 

          ถ้าเข้าใจว่ามีกวางเขาแข็งหรือคนช่วงวัยทำงานมีจำนวนมาก  ประมาณกว่าสามสิบห้าล้านคน    คนเหล่านี้ต้องการการศึกษา   เราต้องปรับอุดมศึกษาให้คนเหล่านี้เรียนให้ได้   อุดมศึกษาต้องหันมาให้ความสนใจการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาตลอดชีวิต    ไม่ใช่อุดมศึกษากระแสหลักอย่างปัจจุบันที่จัดการเรียน 08.00-16.00 น.   อุดมศึกษาอนาคตต้องจัดเรียนสัปดาห์ละ 7 วัน  และเรียน 3 กะ   ใช้วิธีเรียนสำหรับผู้ใหญ่แตกต่างจากการเรียนแบบปกติของนักศึกษาช่วงวัยอุดมศึกษา
          จากไดอะแกรมที่แสดง   เวลานี้คนเกิดประมาณแปดแสนกว่าคนต่อปี   จบ ม.3 ประมาณ หกแสนคน   ออกไปทำงานระหว่างทางและเมื่อจบม. 3 สามแสนคน   จากหกแสนคนเรียนต่อ ม.6 และปวช.จนจบ    ออกไปทำงานสามแสนคน   เข้ามหาวิทยาลัยหรือเรียนต่อปวส.สามแสนคนต่อปี เราทุ่มเถียงเรื่อง O-Net, A-Net, Entrance, Admission กันจะเป็นจะตาย   เราพูดถึงคนเพียงประมาณสามแสนคนต่อปี     ถ้าคิดหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี   จะเป็นคน 1.2 ล้านคน  ถ้ารวมมหาวิทยาลัยเปิดอีกประมาณ 1-2  ล้านคน   รวมแล้วไม่เกิน 3 ล้านคน 
          ผมมิได้หมายความว่าให้อุดมศึกษาเลิกการให้การศึกษาแก่คนในวัยอุดมศึกษา 3 ล้านคน  แต่อยากให้ปรับกระบวนทัศน์และมโนทัศน์ใหม่   ขณะนี้เราใช้ทรัพยากรอุดมศึกษาส่วนมากเพื่อคน 3 ล้านคน   ขณะที่มีคนอีก 35 ล้านคนต้องการการศึกษา   ต้องการพัฒนา  คนวัยอุดมศึกษาจำนวนมากมีสติปัญญา   แต่ขาดโอกาสเพราะเกิดผิดที่   จึงจบการศึกษาเพียงมัธยมต้นหรือมัธยมปลาย    คนเหล่านี้ส่วนใหญ่พ้นวัยอุดมศึกษาไปแล้ว  ในจำนวนสามสิบห้าล้านคนนี้  ประมาณสองในสามหรือยี่สิบกว่าล้านคนเป็นเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน   อีกประมาณสิบกว่าล้านคนอยู่ภาคการผลิตจริงทั้งธุรกิจอุตสาหกรรม   จากสิบกว่าล้านคน    คาดว่าประมาณห้าล้านคนมีกระดาษหรือวุฒิ (ปวช.  ปวส.  ปริญญา)  และอีกจำนวนพอๆกันหรือมากกว่าไม่มีความรู้วิชาการไม่มีวุฒิวิชาชีพ    มีเพียงการศึกษาระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย    คนเหล่านี้ทำงานอยู่หน้างาน  ดังนั้นกระบวนทัศน์อุดมศึกษาคงต้องเปลี่ยน   ในอนาคตเราไม่ควรออกแบบอุดมศึกษาเพื่อให้คน 2-3 ล้านคนเรียน   แต่ต้องออกแบบให้คน 30-35  ล้านคนเรียน    ทั้งนี้มหาวิทยาลัยอาจจะไม่ได้เป็นกลไกหลักในการดูแลแรงงานภาคการเกษตรและผู้ใช้แรงงาน  แต่มหาวิทยาลัยก็ควรดูแลคนในภาคการผลิตจริงประมาณกว่า 10 ล้านคน
          โจทย์ของอุดมศึกษาในอนาคตจะเปลี่ยนไป  อุดมศึกษาจะต้องเพิ่มผลิตภาพ(Productivity) ของประเทศด้วยการให้การศึกษาคนทำงาน  ไม่ใช่ผลิตคนใหม่เข้าสู่ระบบงานเท่านั้น     คนที่ทำงานแล้วต้องการฝึกต่อเนื่อง(retool, retrain) เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน  งานเปลี่ยน  เปลี่ยนงาน  เปลี่ยนอาชีพ  นอกจากนั้นวิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังประสพต้องแก้ด้วยคนที่ทำงานแล้ว   ไม่ใช่คนใหม่ที่เข้าสู่ระบบ    การสร้างความเข้มแข็งภาคการผลิต  การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ   ต้องทำกับคนที่ทำงานแล้ว  เป็นหลัก  ไม่ใช่คนที่กำลังจะเรียนหนังสือ  
          การให้การศึกษาแก่คนวัยทำงานจะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยโดยสิ้นเชิง   ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ  และเปลี่ยนมหาวิทยาลัย   มหาวิทยาลัยจะไม่อยู่ในสภาพลอยตัวจากสังคม  มิติทางการใช้ประโยชน์  ทางปัญญา  ทางจิตวิญญานและสังคม  แห่งอุดมศึกษาควรจะดีขึ้น  ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษา  ผู้เรียนจะมีวุฒิภาวะสูงขึ้น  รู้ถึงคุณค่าและเป้าหมายของการศึกษา  การเชื่อมการศึกษากับอาชีพ   มากกว่าการสร้างฐานานุภาพ  ในส่วนของอาจารย์  การเรียนแบบแปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น (8-16) คงต้องเปลี่ยนไป   สถาบันการศึกษาต้องให้การศึกษาทุกวันและตลอดวัน(7/24)   การจัดการศึกษาจะยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ(Learner-centered learning)   มากกว่ายึดถือความสะดวกของสถานศึกษาและผู้สอน 
          สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดครอบคลุมถึงระบบอาชีวศึกษาด้วย   กล่าวคือระบบอาชีวศึกษาต้อง retool, retrain คนทำงาน   ไม่ใช่คนวัยเรียน   ทั้งนี้อาชีวศึกษาจะส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพของประเทศมาก    ภาคการผลิตจริงต้องการคนระดับกลางคือผู้จบอาชีวศึกษามากกว่าผู้จบปริญญา  เป็นความต้องการจริงของสังคม   คนในวัยอุดมศึกษาถ้าจะได้รับการศึกษา   ควรเรียนสายอาชีวศึกษามากกว่าสายมหาวิทยาลัย    ได้รับการอุดหนุนจากสังคมมากขึ้น   การจัดทรัพยากรของประเทศเพื่อการศึกษาจะต้องสะท้อนความจำเป็นและความต้องการสังคม(public interest)   มากกว่าความต้องการส่วนบุคคล( personal interest) ที่ต้องการอุดมศึกษาเพื่อฐานานุภาพ

          บทความชุดนี้เป็น master piece ด้านให้ความลุ่มลึกในการทำความเข้าใจระบบการศึกษาไทย    ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จึงจะได้รับประโยชน์เต็มที่

 

วิจารณ์ พานิช
๒๖ พ.ค. ๕๒