ในใจผมนั้นคิดเสมอว่าเรื่องการจัดการความรู้ หรือ KM นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่ไปกับการจัดการความไม่รู้เสมอ

         เมื่อวาน (8 มิ.ย.) ในงานสัมมนา KM Workshop ที่ทาง สคส. จัดให้กับสำนักงานศาลยุติธรรม (สถาบันวิจัยรพีพัฒน์ฯ) ช่วงเช้าผมพูดคำว่า การจัดการความรู้ ค่อนข้างจะบ่อย ในระหว่างที่พักทานอาหารกลางวันท่านผู้พิพากษาท่านหนึ่งได้ถามผมว่า . . . เราน่าจะให้ความสนใจ จัดการ ความไม่รู้ ด้วยไหม? เพียงแค่ได้ยินคำถามนี้ ผมก็รู้ดีว่าท่านผู้พิพากษาท่านนั้นมองเรื่องนี้ได้กว้างไกลเพียงใด?

         จริงๆ แล้วผมคิดว่าท่านน่าจะอ่านใจผมได้ เพราะในใจผมนั้นคิดเสมอว่าเรื่องการจัดการความรู้ หรือ KM นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่ไปกับการจัดการความไม่รู้เสมอ และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม KM Workshop ของ สคส. จึงมักเริ่มต้นที่กิจกรรม . . . การฟังอย่างมีสติ . . . การเปิดใจ . . . การเรียนรู้ตัวตน อะไรทำนองนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่กิจกรรม KM

         หากจะพูดให้สั้นๆ ก็คือการให้ความสำคัญกับการจัดการทั้งส่วนที่เป็น ความรู้และ ปัญญา ผมว่าปรมาจารย์หรือบรมครูที่สอนเรื่อง การจัดการความไม่รู้ ที่ทุกท่านรู้จักกันดีก็คือ พระพุทธเจ้า ท่านสอนเราว่าถ้าสามารถจัดการหรือกำจัด ความไม่รู้ (อวิชชา) ที่ว่านี้ได้ เราก็จะได้พบกับความสว่างที่อยู่ภายใน จะเรียกว่าปัญญาก็ได้ พบกับจิตประภัสสรก็ได้ เข้าสู่สุญญตา ความว่าง ความเป็นหนึ่งเดียว หรือที่พระเยซูใช้คำว่าการกลับมาสู่บ้านที่แท้จริง (ถึงภาษาที่ใช้ อาจจะแตกต่างกันไป แต่น่าจะหมายถึงสภาวะเดียวกัน !?)

         นั่นคือความรู้สึก(นึกคิด)ของผมในเรื่องนี้ รบกวนท่านที่มีใจเมตตาช่วยกรุณาชี้แนะเพิ่มเติมด้วย ถือว่าเป็นการช่วยไม่ให้หลงทางเข้ารกเข้าพงน่ะครับ