บุคลิก ลักษณะ อุปนิสัย อันรวมเรียกไปว่า “จริต” ของคนเราทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่สั่งสมกันมายาวนานตั้งแต่อ้อนแต่ออก


ในระหว่างทางสองแพร่ง...!
ทางหนึ่งปล่อยจริตให้เลื่อนไหลไปตามกระแสแห่งสังคมนั้นเรียกว่า “ตามจริต”
อีกทางหนึ่ง ฝึก หัด ขัดเกลา ห้าม ปราบ จริตไม่ให้เลื่อนไหลไปตามคนทั้งหลายนั้นเรียกว่า “ดัดจริต...”

“ศีล” นั้นเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ เปรียบได้เป็นดั่ง โซ่ และกำแพงอันสูงใหญ่ที่จะใช้ “ดัดจริต” นี้ ให้กลับคืนเข้าสู่ร่อง สู่รอย รอยแห่งความ “ถูกต้อง”

หากเราปล่อยจริตให้เลื่อนไหลไปตามสังคมนั้นเรียกว่า “ถูกใจ”
แต่ถ้าหากเราห้ามจริตไม่ให้ไหลเลื่อนไปได้นั้นถึงเรียกว่าเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง”

ในสังคมที่หมักหมมด้วย กิเลส ตัณหา และกามราคะนั้น ย่อมอุดมไปด้วย “มารร้าย” หลากหลายที่จะคอยชักจูงเราให้ไหลเลื่อนไปกลายเป็นคน “เสียจริต...”

“ศีล” เปรียบได้ดั่งเขื่อนที่ใช้กั้นแม่น้ำ กันอารมณ์ ขวางได้แม้กระทั่งสิ่งทั้งสามคือ “กาย วาจา และใจ”

การฝึกจิต “ดัดจริต” นี้ ผู้ฝึกนั้นจักต้องมั่นคงใน “ศีล”
มีศีล เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
มีศีล เป็นคำถาม
และมีศีลเป็น “คำตอบ”

คำตอบที่ได้จาก “ศีล” เป็นที่ตั้ง ที่ยึดอาศัยนั้น เป็นคำตอบที่ “ถูกต้อง” ในทุกกาล ทุกเวลา

จริตเดิมแห่งจิตอันประภัสสรจักซอกซอน เบ่งบาน ชูช่อได้ ก็เพราะมี “ศีล” เป็นเครื่องพรวนดิน “ขัดใจ”
มนุษย์ในสังคมในกระแสแห่งกิเลสจึงควรมี “ศีล” ตั้งมั่นไว้เพื่อใช้เป็นเครื่อง “ดัดจริต” ได้ในตราบนาน...