เรื่องเอาไม่ทัน กันไม่อยู่ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่อง "ธรรมชาติ..."
เป็นธรรมชาติ เป็น "ธรรมปฏิบัติ" เป็นโอกาสให้เราฝึกสติ มั่นคงในสมาธิ เป็นโจทย์ให้เราภาวนา...
ทำไงดี...?
การรักษาศีล ปฏิบัติธรรมก็เปรียบเหมือนกับเราเอาไม้สองอันมาสีกันให้เกิดเป็นไฟ
เหนื่อยก็สี ไม่เหนื่อยก็สี สีไปเรื่อย ๆ สีไว้ สีไว้
เมื่อสีอยู่ ความร้อนในเนื้อไม้ก็ยังสั่งสม
หากสีบ้าง หยุดบ้าง ที่สีไปก็ไร้ผล เพราะความร้อนในเนื้อไม้หายไปหมด
ต้องเริ่มใหม่ เริ่มต้นใหม่อยู่ตลอด
สี ๆ หยุด ๆ ไม้ก็ไม่ติดไฟสักที
รักษาศีลหนึ่งวัน อีกหกวันเที่ยวเตร่ "ผิดศีล" เต็มที่ อย่างนี้ก็ไม่ไหว
รักษาศีลให้เป็นปกติ รักษาไปเรื่อย ๆ
ศีลมีมากมายหลายข้อ ไม่ต้องรักษาไปทุกข้อดอก "รักษาใจของตนเองให้ดี"
หากใจดีแล้ว วาจา และการกระทำก็ย่อมดีตาม
ใจเป็นเจ้า ใจเป็นประธาน รักษาใจให้ดี
หมั่นสร้างกุศลกรรมในใจให้เกิดมีขึ้นในทุกขณะตื่น เท่านี้ก็เรียกได้ว่า "มีศีลอันประเสริฐ..."
ตั้งใจไว้ ตั้งใจไว้ อย่าให้ใจล้ม
ล้มแล้วลุก ตั้งใหม่ ล้ม ๆ ลุก ๆ ไม่เป็นไร ขออย่าให้ล้มแล้วนอนพังพาบไปก็แล้วกัน
ท่ากายบริหารเข้ายังมีลุก มีนั่ง
กล้ามเนื้อที่ได้ลุก ได้นั่ง ได้ขยับ ได้ขยายย่อมแข็งแรง ฉันใดก็ฉันนั้น
คนที่มั่นคงในศีล ถึงแม้บางครั้งจะถูกกิเลส ตัณหา ราคะมาถล่มทลาย แต่ถ้าหากรู้จักลุกขึ้นสู้ใหม่ มีศีลนี้ให้ก้าวไปในทุกย่างก้าวในชีวิตประจำวัน ย่อมมีค่ามากกว่าเราจะจ้องไปออกกายบริหารกับเครื่องออกกำลังเฉพาะในเวลาเย็น
ฟิตเนทเซ็นเตอร์ หรือการเข้าวัดปฏิบัติธรรม จะสู้ "กรรมกร" ที่ทำงาน อาบเหงื่อ ต่างน้ำ ที่ได้ทั้งแรง ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งผลงานได้อย่างไร...!