ครั้นเมื่อคนเรา “มีอารมณ์” ในทุก ๆ อารมณ์
ไม่ว่าจะเป็นพอใจ ไม่พอใจ โกรธ หงุดหงิด เศร้า เหงา สุข หรือทุกข์ ในทุก ๆ วินาทีที่มีอารมณ์นั้นจะสังเกตุได้ว่า “ใจจะสั่น” เพราะ “ขาดสติ”

เมื่อคนเรามีอารมณ์เกิดขึ้น เราก็จะเอาอารมณ์เป็นจิต เอาจิตเป็นอารมณ์
เมื่อคนเราใช้อารมณ์เป็นจิต ใช้จิตเป็นอารมณ์ อารมณ์นั้นไม่สามารถควบคุมสติได้

จิตอันเป็นเหตุที่ใช้ควบคุมสตินั้น เป็นนาย เป็นประธาน ในการควบคุมระบบและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ลมหายใจ”

เมื่อใดที่เรามีอารมณ์อยู่เหนือจิต อารมณ์นั้นจะพาลทำให้สติถดถอยลดกำลังลง

“เมื่อขาดสติ ลมหายใจจะสั้น”
เมื่อลมหายใจสั้น ออกซิเจนที่จะเข้าไปเป็นเหตุ เป็นประธานในการฟอก สูบ ฉีดโลหิตไปยังทุกส่วน ทุกอวัยวะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สมอง” นั้นก็ไม่พอ

เมื่อออกซิเจนเข้าไปน้อยเนื่องมาจากลมหายใจที่สั้น ดังนั้นหัวใจจะ “สั่นและเต้นแรง”

เราจะสังเกตุได้เสมอ ๆ ว่า เมื่อเรามีอารมณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น หัวใจจะเต้น “ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ” เนื่องด้วยเพราะเหตุว่า ลมนำพาเอาลมหายใจเข้าไปไม่เพียงพอ

“หัวใจต้องทำงานหนัก”
ออกซิเจนน้อย ต้องบีบตัวเองสูบฉีดโลหิตหนักขึ้น จนสามารถทำให้เกิดอาการ “หัวใจวาย” ได้

ถ้าหากว่าเรายังไม่คลายเสียจากอารมณ์นั้น “ยังขาดสติอยู่” หัวใจก็จะต้องทำงานหนักมากขึ้น มากขึ้น และเป็นระยะเวลานาน

เพียงแต่ถ้าเราสามารถสูบลมหายใจเข้าปอดยาว ๆ สักสองถึงสามครั้ง หัวใจที่เต้นแรงอยู่นั้นก็จะเริ่มเบาลง เบาลง

การที่เราคิดจะสูดลมหายใจที่ยาวได้นั้น แสดงว่าเราเรียกสติกลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อเรียกสติกลับคืนมาได้แล้ว ให้ปล่อยเรื่องราวต่าง ๆ ที่ “เร้าอารมณ์” นั้นเสีย

ปล่อยวางด้วยสติหนึ่ง ปล่อยวางด้วยลมหายใจหนึ่ง และปล่อยวางด้วย “รอยยิ้ม” อีกหนึ่ง

รักษา ทะนุถนอม ดวงใจ ดวงหทัย หรือ “หัวใจ” นี้ไว้เพื่อยังกุศลกรรมใหม่ คือ คุณงามความดี ความเสียสละให้เกิดขึ้นได้ต่อในในชีวิตอันมีอัตภาพอันประเสริฐที่ได้เกิดมาเป็น “มนุษย์” ในชาตินี้...