ประสบการณ์ "อินแปง" แบบเรียน มหาวิทยาลัยชีวิต ๑

ทุกวันนี้ ชาวบ้านเก่งเรื่องการผลิต,การแปรรูป,การบริหารจัดการ,การเงิน แต่ยังก้าวไม่ถึงฝั่งฝันเพราะที่ผ่านมา ตลอดเวลา ๔๐ ปี ที่รัฐ และเอกชน ได้เข้าไปหนุนเสริมกลับได้แต่ความเก่ง แต่ไม่มีปัญญา เก่งเรื่องต่าง ๆ ผลิตเก่ง แปรรูปเก่ง แต่ขาดทุนเวลาขาย ไม่รู้จะขายที่ไหน? เพราะที่ผ่านมาส่งเสริมให้เพิ่มรายได้ แต่ไม่เคยคิดลดรายจ่าย ไม่เคยคิดจะอยู่แบบ"เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน" มีแต่ทำเพื่อวันนี้รวย ,พรุ่งนี้รวย...

วันนี้ชาวบ้านจึงไม่จนทรัพยากร, ไม่จนเงิน แต่กลับจนปัญญามากกว่า.....

สถานการณ์จนปัญญาที่ว่ามาจากการขาดโอกาสการเรียนรู้ ชาวบ้านถูกปล่อยให้เรียนรู้กันตามบุญตามกรรม การเรียนรู้ที่คนทั่วไปหมายถึงเพียงสองอย่าง อย่างหนึ่งคือไปเรียนในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา อีกอย่างหนึ่งคือไปฝึกอบรมตามที่หน่วยงานต่างๆ เขาจัดและเรียกชาวบ้านไปอบรม

การเรียนทั้งสองแบบเป็นการเรียนที่แปลกแยกจากวิถีของชุมชน ไม่ได้ช่วยพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของชาวบ้าน มีแต่การยัดเยียดความรู้และความต้องการของคนนอก องค์กรต่างๆ ทั้งรัฐ เอกชน และวิชาการ ชาวบ้านกลายเป็นเพียงกระไดให้คนนอกไต่ไปสู่ความก้าวหน้าในชีวิตของตนเอง ยิ่งเรียนก็ดูเหมือนยิ่งโง่ ยิ่งเรียนก็ยิ่งถูกเอาเปรียบ ไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่ครอบงำผู้คน

ชาวบ้านบัวเริ่มมองเห็นข้างหลัง และเริ่มมองไปข้างหน้าด้วยสายตาที่แตกต่าง พวกเขาเริ่มสร้าง "วิสัยทัศน์" ภาพฝันที่ต้องมองให้เห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง อย่างที่พ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว ประธานอินแปงคนแรกเคยบอกว่า วิสัยทัศน์ตามภาษาชาวบ้านหมายถึง "ส่งซอด" (มองทะลุ) ด้วยปัญญา

วิสัยทัศน์ของชาวอินแปงไม่ใช่ภาพฝันลอยๆ แต่เป็นภาพฝันที่มีแบบมีแผนเพื่อทำให้ฝันเป็นจริง หรือที่เรียกภาษาสวยหรูวันนี้ว่า "ฝันอย่างมียุทธศาสตร์" นั่นเอง

คนอินแปงฝันถึงธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นแหล่งอาหาร บ้านเรือน เสื้อผ้า ยารักษาโรค ปัจจัยพื้นฐานของชีวิตที่เคยอยู่อย่างพอเพียง พวกเขาเริ่มยุทธศาสตร์ "ยกป่ามาไว้บ้าน" อยากกินอะไรก็เอาอันนั้นมาปลูกที่สวนของตนเอง เปลี่ยนไร่มันให้กลายเป็นสวนที่เต็มไปด้วยพืชผักไม้ผลไม้ใช้สอยนานาพันธุ์ บางคนมีเป็นร้อยและหลายร้อยชนิด

มีเหลือกินจน "บ่อึดบ่อยาก" (ไม่อดไม่อยาก) ขายได้เงินใช้หนี้สิน รายจ่ายลดลงรายได้เพิ่มขึ้น จนคนอินแปงกล้าสรุปประสบการณ์วันนี้ว่า "อินแปง อยู่อย่างมีศํกดิ์ศรีและมีกินตลอดชีวิต" ซึ่งแปลว่า

๑. มีกินมีใช้ ได้หลักประกันชีวิตมั่นคง

๒. ได้ของฝาก แบ่งปันญาติพี่น้องใกล้ไกล

๓. ได้ของทำบุญที่วัด ที่บ้าน งานบวช งานศพ งานแต่งงาน

๔. ได้อาหารปลอดภัย ได้สุขภาพดี

๕. ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้ธรรมชาติกลับคืนมา

๖. ได้วิสาหกิจชุมชน

๗. ได้ขาย ได้เงิน ได้สวัสดิการยามแก่เฒ่า

อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี คือ มีความภูมิใจในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าตนเองเดินมาถูกทางแล้ว ไม่หลงทางเหมือนเมื่อก่อน วันนี้รู้ว่าจะไปไหน ไปทางไหน และไปอย่างไร เมื่อก่อนไม่รู้ ได้แต่ไปถามใครต่อใคร โดยเฉพาะนักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ เอ็นจีโอ พ่อค้า เขาว่าอะไรก็เชื่อ เป็นคำตอบที่ถูกบ้างผิดบ้าง ที่แน่ๆ ทำให้หลงทิศหลงทางมานาน วนเวียนอยู่ในเขาวงกต

คนอินแปงได้เรียนรู้และค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่แห่งภูมิปัญญาบรรพบุรุษว่า ธรรมชาติเป็นแม่ผู้ให้ชีวิต แม่ธรณี แม่น้ำ แม่โพสพ เราเลี้ยงดูแม่ให้ดี แม่ก็ให้ชีวิตเราอย่างพอเพียง

สิบกว่าปีที่ผ่านมา อินแปงเพาะกล้าพันธุ์ไม้พื้นบ้านจากป่ารวมแล้วกว่า 25 ล้านต้น อย่างไม้ป่าไม้ผล ไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนเนื้อแข็ง ไม้ใช้สอย ผักนานาชนิด โดยเฉพาะหวาย ซึ่งเมล็ดกิโลหนึ่งเพาะกล้าได้ห้าหกพันต้น หมากค้อ หมากแงว หมากไฟ หมากเม่า ผักหวาน ผักคอนแคน ผักเม็ก ผักติ้ว และอื่นๆ คิดเป็นมูลค่าพันธุ์ไม้อย่างเดียวไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท

ไม่ได้รวมสมุนไพรหลายร้อยชนิด น้ำหมากเม่า ไวน์หมากเม่า น้ำผลไม้ป่าที่ปลูกกันเต็มสวน เต็มไปด้วยวิตามินซีและสารอาหาร ไม่ได้รวมยอดหวายที่ขายกันสองสามยอดสิบบาท ขายกันที่สวน และมีแม่ค้าไปหาซื้อมาขายริมถนนข้างทางระหว่างกาฬสินธุ์กับสกลนคร

รวมมูลค่าแล้วคงหลายร้อยล้านบาท

หมากเม่าก่อนนี้เก็บจากป่าไปขายตลาด กิโลละ 4-5 บาทแทบไม่มีใครซื้อ วันนี้กิโลละ 25-30 บาทยังหาซื้อยาก เพราะกิโลหนึ่งเอามาทำน้ำหมากเม่าขายได้เป็นร้อย เอามาทำไวน์ขายได้เป็นพัน

นั่นคือมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการมองเห็นคุณค่าของธรรมชาติและสรรพสิ่งรอบตัว นำมาจัดการใหม่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มเป็นทวีคูณ เกิดจากการเรียนรู้ เกิดจากทุนท้องถิ่น โดยเฉพาะทุนทางปัญญา ผสมผสานกับความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่

มูลนิธิหมู่บ้านใช้เงิน 5,000 บาทไปช่วยชาวบ้านเพื่อซื้อถุงดำมาทำกองทุนพันธุ์ไม้พื้นบ้าน สมาชิกยืมไป 100 ถุง ต้องคืน 10 ถุงพร้อมพันธุ์ไม้ เพื่อเอาไปขายได้เงินมาขยายกองทุนจนมีเงินเป็นล้าน นำไปซื้อที่ดินมาสร้างศูนย์อินแปง

เงิน 5,000 บาทก่อให้เกิดรายได้หลายร้อยล้านบาทเพราะการสร้างทุนทางปัญญา สร้างโอกาสการเรียนรู้ สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม ไม่ได้เอาเงินไป "สร้างโครงการ" แบบเดิมๆ ที่เงินหมดโครงการก็เลิก รอเงินใหม่โครงการใหม่ค่อยเริ่มกันใหม่

ไม่ได้เอาเงินนำหน้า ปัญญาตามหลัง อย่างที่มักทำกันจนถึงวันนี้

อินแปงทำให้เชื่อว่า สังคมไทยไม่ได้อับจนและสิ้นหวัง สิ่งที่ต้องการมากที่สุดวันนี้ไม่ใช่เงิน แต่เป็นปัญญาที่มาจากกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้องเหมาะสม สิ่งที่ต้องระดมสร้างกันมากที่สุดวันนี้จึงเป็นทุนทางปัญญาซึ่งต้องมาก่อนเงินและสิ่งใดทั้งหมด

"ทุนทางปัญญาได้แก่การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ และเอาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนและความรู้จากภายนอกชุมชนมาสังเคราะห์เป็นปัญญาและการจัดการ เพื่อให้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคนคนกับธรรมชาติ และระหว่างชุมชนกับโลกภายนอกชุมชนเป็นไปอย่างรักษาความสมดุลไว้ได้ เพื่อความเป็นปรกติและยั่งยืน" (ศ.นพ.ประเวศ วะสี)

อินแปงแปลว่า พระอินทร์ทรงสร้าง ต่อมาคนได้ทำลายด้วยความโลภและความไม่รู้ แล้วกลับมาเรียนรู้ ฟื้นฟูให้อยู่ได้อย่างพอเพียงและมีความสุข

เขียนโดย รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ

ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน