แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและการเข้านอนดึก ผมก็ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าวันอาทิตย์ที่ ๓๑ พ.ค. ๕๒ ด้วยความรู้สึก “เต็มอิ่มทางปัญญา” จากการไปร่วมประชุมสภาสถาบันอาศรมศิลป์ที่ อ. หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นอกจากจะได้ไปเรียนรู้เรื่องราวของวัดคูเต่า และชุมชนโดยรอบ ที่อยู่ติดกับทะเลสาบสงขลา ที่มีหลักฐานศาลาไม้อายุ ๑๐๐ ปีที่มีสถาปัตยกรรมที่แสดงภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เห็น และได้ฟังเรื่องราวจากคนที่ผมยกย่องเอง ให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน คือครูเปลื้อง ที่มาร่วมทำโครงการบูรณะสิ่งก่อสร้างอายุ ๑๐๐ ปีของวัดคูเต่า ที่เอาเข้าจริงเป็นเรื่องใหญ่กว่าวัตถุ คือการฟื้นฟูชุมชนตำบลคูเต่า ที่อยู่ริมคลองอู่ตะเภา ที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาที่แหลมโพธิ์
คำแนะนำที่เราให้แก่ อ. ทิพย์ หัวหน้าทีมงานที่ป็นนักศึกษาปริญญาโท ของสถาบันอาศรมศิลป์ คือ
๑. ให้ทำเป็นโครงการที่ใหญ่กว่าอนุรักษ์วัตถุ คือต้องเป็นโครงการที่เน้นคน เน้นความเข้มแข็งของชุมชน แทนที่จะเป็นโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัดคูเต่า ต้องขยายเป็น โครงการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งตำบลคูเต่า
๒. อย่าไปทำงานแบบที่ทีมอาศรมศิลป์ไปทำให้แก่ชาวบ้าน ต้องให้ชาวบ้านทำเอง ลงมือทำเอง และใช้เงินและทรัพยากรอื่นของท้องถิ่น คือต้องให้ผู้คนในท้องถิ่นเป็นเจ้าของ (ownership) อาศรมศิลป์เอาความรู้และการสื่อสารกับภายนอกเข้าไปเสริม ไม่ใช่เอาโครงการสำเร็จรูปไปให้แก่ชาวบ้าน
แต่เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นในช่วงบ่าย ที่มีการประชุมสภาสถาบันอาศรมศิลป์ ที่ห้องประชุมของโรงเรียนวรพัฒน์ แล้ว ความตื่นเต้นในช่วงเช้ากลายเป็นเรื่องเล็กๆ ไปเลย
ผมได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่คนที่กำลังดิ้นรนดำเนินการอยู่ ก็คงจะไม่รู้ตัว ว่าสิ่งที่ตนกำลังร่วมกันดำเนินการมีคุณค่าสูงเพียงใดต่อการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย
ผมเคยเขียนเล่าเรื่องราวของอาศรมศิลป์ไว้ที่นี่ สถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้น่าจะเล็กที่สุดในประเทศไทย มีนักศึกษาคงจะประมาณ ๑๐๐ คน เวลานี้มีเฉพาะหลักสูตรปริญญาโท และประกาศนียบัตรบัณฑิต ลักษณะจำเพาะของหลักสูตร คือการเรียนรู้อย่างบูรณาการบนฐานการปฏิบัติจริง ในสถานการณ์จริง เน้นการเรียนรู้แบบ “งอกงามจากภายใน” ตัววิทยานิพนธ์จึงอยู่บนฐานการปฏิบัติจริง ร่วมกับ “ตัวเป็นๆ” ของผู้คนในสถานการณ์จริง และที่เราไปเยี่ยมชมวัดคูเต่าก็เพราะนักศึกษาไปพบเข้า และกำลังดำเนินโครงการเพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ไปในตัว
ผมมองว่า ความยิ่งใหญ่ของสถาบันอาศรมศิลป์ คือความเล็ก ที่เล็กแบบพริกขี้หนู คือตัวเล็กแต่รสจัด มีพลังสร้างสรรค์สูง
สิ่งที่ผมตื่นเต้นคือการทำงานของสถาบันอาศรมศิลป์ ที่ทำไปสร้างความรู้ (วิจัย) ไป มีการเรียนรู้ทั้งของอาจารย์ ศิษย์ และภาคีที่เกี่ยวข้อง แล้วเอาความรู้นั้นไปดำเนินโครงการบริการทางวิชาการ กระบวนการทั้งหมดนั้น ก่อให้เกิดรายได้ ทั้งแก่สถาบัน และแก่ตัวนักศึกษา
ผมตื่นเต้นที่สถาบันอาศรมศิลป์ทำงานในลักษณะที่ “การทำงานวิชาการสามารถเลี้ยงตัวได้” ตื่นเต้นที่เห็นอาจารย์และนักศึกษามารวมตัวกันเป็นชุมชนวิชาการ เรียนรู้จากการทำงานพัฒนาในสถานการณ์จริง เอาความรู้ที่ได้มาทำงานให้บริการวิชาการต่อ และบริการวิชาการนั่นแหละที่จะมีผลปฏิรูปการศึกษา เพราะหน่วยงานที่มาว่าจ้าง (หรือให้ทุน) ให้ สถาบันอาศรมศิลป์ไปดำเนินการก็คือ สพฐ. สกศ. และ สกอ.
ในการประชุมสภาฯ ครั้งนี้ มีการรายงานความคืบหน้าของโครงการวิจัย ๔ โครงการ คือ
๑. โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ จ. นครสวรรค์ ดำเนินการระดับหมู่บ้าน ๔ แห่ง ได้รับทุนจาก สกศ.
๒. โครงการระพีเสวนา : การเรียนรู้เพื่อความเป็นไท
๓. โครงการวิจัยองค์ความรู้ด้านศิลปะการต่อสู้วิถีไท มวยไทย ของ อ. วิชิต ชี้เชิญ
๔. โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัดคูเต่า จังหวัดสงขลา
การบริการวิชาการที่นำมาเสนอได้แก่
๑. โครงการปรับปรุงชุมชนท่าวัง ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
๒. โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ๑๐ ชุมชน ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
๓. การจัดนิทรรศการในงานสมาคมสถาปนิก ๕๒ ทำให้ได้ผู้สนใจเข้าศึกษาในสถาบันฯ ได้เครือข่ายร่วมมือ และได้ชื่อเสียง
๔. โครงการ “บ้านเดียวกัน” (Coliving & Cohousing)
๕. โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์
๖. การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมการเปิดการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกาปีที่ ๑ ของ รร. บ้านโนนชัย อ. เมือง จ. ขอนแก่น
๗. เป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองขอนแก่น
๘. เข้าร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนไทยไทดำเนินการผลักดันการปฏิรูปการศึกษารอบสอง
๙. โครงการออกแบบบ้านเฮือนธรรม ของคุณสมยศ สุภาพรเหมินทร์ ลคุณอูซาโบะโระ อูซาโตะ ที่เชียงใหม่ และยังมีโครงการออกแบบบ้านหรืออาคารอีก ๗ โครงการ
๑๐. ให้บริการกระบวนการกิจกรรม More Than Art เพื่อฝึกอบรมการสอนศิลปะในระดับโรงเรียน แก่ สพฐ. รวม ๓ โครงการ
๑๑. ให้บริการกระบวนการกิจกรรม More Than Sports แก่ สพฐ. และแก่ นศ. ระดับปริญญา ตรี โท เอก จาก Department of Applied Health Science, Indiana University ซึ่งมาเรียนรู้เป็นรุ่นที่ ๔ แล้ว
ที่จริงงานที่สถาบันอาศรมศิลป์ดำเนินการแบบร่วมมือกับภาคีนั้น มีลักษณะปนๆ กันระหว่างงานพัฒนา วิจัย และฝึกอบรม โดยที่สถาบันอาศรมศิลป์กำลังร่วมกับ สกอ., และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการโครงการ “กลุ่มปฏิบัติการเพื่อร่วมสร้างการเรียนรู้” (Cluster of Learning Practices Model – CLPM) ที่มีโมเดลของการเรียนรู้ ๓ แบบบูรณาการอยู่ด้วยกัน คือ เรียนอย่างลึกซึ้ง เรียนจากการปฏิบัติ เรียนจากการสื่อสารเพื่อสร้างวัฒนธรรม ยึดโยงอยู่ด้วยกันด้วยองค์ประกอบที่ ๔ คือฐานทางศีลธรรม/คุณธรรม
ด้วยเหตุนี้แหละ ผมจึงมองว่าสถาบันอาศรมศิลป์ ไม่ใช่สถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งผลิตบัณฑิตแบบที่ทำอยู่กันโดยทั่วไป แต่เป็นสถาบันอุดมศึกษาทางเลือก คือทำต่างจากที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป และที่ทำต่างอย่างยิ่งคือการเป็นสถาบันที่ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องมีการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย ทำให้สถาบันอาศรมศิลป์ค้นพบหลักการและวิธีการใหม่ๆ มากมาย และได้รับการยอมรับให้นำไปฝึกอบรมหรือเผยแพร่ ผมจึงมองว่าสถาบันอาศรมศิลป์เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้
วิจารณ์ พานิช
๓๑ พ.ค. ๕๒
ขอบคุณครับที่ให้โอกาสเรา