เช้านี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน พบว่ามีข่าวที่น่าตกใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือข่าวที่ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย ออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราการบริโภคน้ำตาลของคนไทยเพิ่มอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งแหล่งที่มาคือเครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม ที่ส่งผลถึงปัญหาสุขภาพ อาทิ โรคฟันผุ ภาวะโภชนาการเกิน ที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ เมื่ออายุมากขึ้น ข้อมูลกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษาสถานการณ์การจำหน่ายน้ำอัดลมในโรงเรียนพื้นที่นำร่อง 19 จังหวัด ที่เข้าร่วมโครงการเด็กไทยไม่กินหวาน พบว่าร้อยละ 20 ของโรงเรียนประถมศึกษาจำหน่ายน้ำอัดลม ร้อยละ 6.2 โรงเรียนมัธยม ร้อยละ 30 และการสำรวจก่อนหน้านี้พบด้วยว่า เด็กดื่มน้ำอัดลมเฉลี่ยวันละ 1 ครั้ง และสูงสุด 3 ครั้ง ปริมาณเฉลี่ย 200 มิลลิลิตร หรือเกือบ 1 กระป๋อง ทำให้ได้รับน้ำตาลเฉลี่ย 7.4 ช้อนชาต่อครั้ง โดยน้ำอัดลมชนิดน้ำดำ เป็นชนิดที่เด็กชอบดื่มมากที่สุดถึงร้อยละ 72
กรมอนามัยจึงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จัดนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม งดจำหน่ายขนมกรุบกรอบ และอาหารที่มีน้ำตาลมาก ขณะนี้มีพื้นที่การศึกษาที่ปลอดน้ำอัดลมแล้วทั้งหมด 18 เขตพื้นที่การศึกษา จาก 12 จังหวัด ได้แก่ ตราด ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน ยะลา ระยอง ราชบุรี ลำปาง สงขลา และสิงห์บุรี"
กรมอนามัยได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการคัดเลือก "สพท.อ่อนหวาน" โดย สพท.ที่ได้รับคัดเลือก 20 แห่ง จะได้รับเงินรางวัลเขตพื้นที่ละ 10,000 บาท และรับโล่รางวัลในการประชุมนานาชาติการส่งเสริมสุขภาพช่องปากของเด็กวัยเรียนภาคพื้นเอเชีย ครั้งที่ 5 (ACOHPSC) ระหว่างวันที่ 10-12 กันยายนนี้ที่ จ.ภูเก็ต
โรงเรียนที่สนใจ ส่งใบสมัครได้ที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ภายในเดือนกรกฎาคมนี้
ที่มา :

สวัสดีค่ะ
.แวะเข้ามาอ่านบันทึกค่ะ
.เป็นสถิติที่น่าตกใจนะคะ เด็กไทยเริ่มอ้วนมากขึ้น และเป็นโรคมากขึ้น ในฐานะครูจะรณรงค์ในเรื่องนี้ด้วยค่ะ
เห็นด้วยค่ะ...ที่โรงเรียนไม่จำหน่ายน้ำอัดลมค่ะ...แต่ตอนเย็นๆ รอบโรงเรียนมีขายแบบเกินจะห้ามปราบ...เพราะอาชีพเขา ในฐานะครูเคมี จะพยายามนำเรื่องการกัดกร่อนของกัด..ให้เขาเห็นถึงขั้นมีการทดลองให้เห็นปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเปลือกไข่นะค่ะ...แต่ก็ว่าจะถึงม.ปลายก็สาย(ไปนิดหน่อย)..คงต้องเริ่มจากที่ครัวเรือนค่ะงานนี้