หากไม่มองและฟัง เสียงที่แตกต่างจาก ความเชื่อ ความคิดเดิม ๆ ที่เราถูกปลูกฝังมาแล้ว ... เราจะออกจากปัญหาเดิม ๆ ได้อย่างไร

 

 

 

การเมืองอริยะ  เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสังคมปัจจุบัน โดยมีบทบาทของประชาชน ซึ่งมีคุณลักษณะเป็น พลเมืองที่ดี มีเมตตา และสร้างพลังความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน เพื่อพัฒนาการเมืองและต่อรองการตัดสินใจนโยบายสาธารณะของประเทศ” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน.

 

                                                นายแพทย์ประเวศ วะสี.

 

 

     ในยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มที่ (หรือจะใกล้โรย...?) การกล่าวถึง “การเมือง” แม้ในกลุ่มเพื่อนสนิทก็อาจนำมาซึ่งความบาดหมางใจได้ แต่คนไม่มีรากกลับคิดว่า... เราควรมีความกล้าที่จะอธิบายถึงสิ่งที่เราคิด เราเชื่ออย่างมีเหตุมีผลและด้วยความเคารพในความเป็นปัจเจกของแต่ละคนไปพร้อม ๆ กัน 

        คนในครอบครัวและเพื่อนพ้อง มักจะบอกว่า คนไม่มีรากเป็นผู้ฝักใฝ่กับกลุ่ม “เสื้อเหลือง” บ้าง เป็นพวก “สันติอโศก” บ้าง ผู้ปรารถนาดีหลายท่านเตือนว่าไม่ใช่หน้าที่ของเรา โลกเป็นไปตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

 

        คิดแย้งในใจว่า...แล้วเหตุปัจจัยที่ว่านั้น ไม่ใช่มาจากพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกในสังคมหรอกหรือ? 

 

        หากเราคิดและมองเพียงว่า ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย ไม่ใช่เรื่องของเรา เรากินอิ่มนอนอุ่น อยู่สบายอยู่แล้ว ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ แล้ววันหนึ่งเมื่อพบเห็นและต้องรับผลนั้น เราก็คงได้แต่นั่งวิพากษ์ วิจารณ์ว่าคนนี้แย่ คนนั้นโกง สังคมเสื่อมทราม โดยไม่ได้คิดว่าเราเองเป็น “เฟืองเล็ก ๆ ” ตัวหนึ่งที่อยู่ในกลไกโดยรวมนั้นเช่นกัน

 

        แรงเหวี่ยงของโลกาภิวัตน์ ที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราตระหนักชัดถึงปัญหาทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม อาชญากรรม น่าตกใจและอดที่จะหดหู่ใจไม่ได้ว่า... ยิ่งสังคมเจริญก้าวหน้าทางวัตถุเพียงใด ความเจริญด้านจิตใจและระดับศีลธรรมโดยรวมกลับเป็นปฏิภาคผกผัน

 

 

พูดถึงการ “แก้ปัญหา” คนไม่มีรากก็คิดแบบง่าย ๆ ตรงไปตรงมาว่า เราควรเริ่มจากการ “ตั้งคำถาม” ก่อนว่า ปัญหาคืออะไร อะไรเป็นปัจจัยให้เกิด มีผลกระทบอย่างไร ต้องแก้ที่จุดไหน ด้วยวิธีใด ...

        หากไม่มองและฟังเสียงที่แตกต่างจากความเชื่อ ความคิดเดิม ๆ ที่เราเคยถูกปลูกฝังมาแล้ว ... เราจะออกจากปัญหาเดิม ๆ ได้อย่างไร

 

        ... แล้วคนที่คิดต่างเห็นต่างจากเรา จากสังคมกระแสหลักผิดหรือ...?

 

        จากคำถามดังกล่าว ผลักดันให้เกิดความสนใจและศึกษาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคม คนไม่มีรากย้อนระลึกถึงกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งเคยได้สัมผัสสัมพันธ์ด้วยความรู้สึก... “แปลกใจ”  กลุ่มคนดังกล่าวคือ ชาวอโศก  ซึ่งยึดหลัก “บุญนิยม” เป็นแกนหลักในการดำรงชีวิต แม้จะมีข้อทักท้วงไม่เห็นด้วย รู้สึกแปลก ๆ กับวิถีการดำรงชีวิต วิธีคิดวิธีพูด ซึ่งตีความจากพระไตรปิฎกที่ต่างไปจากคณะสงฆ์กระแสหลัก ตลอดจนไปถึงการเลือกที่จะเป็น “มังสวิรัตน์” ไม่กินเนื้อสัตว์ การสวมเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าทอหยาบ ๆ สีน้ำเงิน ไม่สวมรองเท้า มีชื่อเรียกขานกันแปลก ๆ การขายของและผลผลิตด้วยราคาต่ำกว่าทุน เท่าทุน หรือแม้แต่กำไรเพียงเล็กน้อย  การให้กู้ยืมเงินกันโดยไม่มีดอกเบี้ย... ฯลฯ

ต้องประกาศไว้ตรงนี้เลยว่า...บันทึกนี้ไม่ได้มีเจตนาจะโน้มน้าวให้เชื่อว่า บุญนิยมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในสังคมปัจจุบัน แต่เป็นการเสนอว่า... บุญนิยมเป็น ทางเลือกหนึ่ง”ที่ท้าทายให้เราหันมาไตร่ตรองพิจารณา เพื่อนำมาปรับประยุกต์ใช้ในการช่วยจรรโลงและบรรเทาความรุนแรงจากนานาปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมของเรา

ใครจะหัวเราะ ส่ายหน้า หรือไม่เห็นด้วยก็ตามที...คนไม่มีรากก็น้อมใจรับ หากแต่มีความมั่นใจเป็นส่วนตัวใน... บุญนิยม”  ว่าจะเป็นกระบวนการในการสร้าง "อริยชน" ที่เป็นกลไกหลักในวิถีแห่ง "การเมืองอริยะ" ดังที่ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้กล่าวไว้

บันทึกหน้าจะลองเล่าเรื่อง “บุญนิยม” ว่าเพราะอะไร คนไม่มีรากจึงคิดว่า “บุญนิยม” เป็นทางเลือกทางรอดของสังคมไทยต่อนะคะ

                                                                (^___^)

 

หมายเหตุ

บันทึกนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งเป็นผลจากการค้นคว้าหาข้อมูลประกอบการนำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษานอกระบบ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของผู้เขียน.

 

 

อ้างอิง

-         กลุ่มศึกษาที่สวนโมกข์. การเมืองคืออะไร? หนทางรอดของมนุษย์คือธรรมิกสังคมนิยม และพุทธทาสลิขิตข้อคิดทางการเมือง.

-         ประเวศ วะสี. เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจสังคม.

-         http://www.bkkonline.com/scripts/it/question.asp?Q=471(31 พค.52)

-         ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม.http://gotoknow.org/blog/paiboon/15352