ได้มีการช่วยเหลือกันเอง โดยตั้งกองทุน ให้กู้ยืมเงิน ทำประกันชีวิต

            เมื่อวานนี้  1  มิถุนายน  2552  ผู้เขียน ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4  กว่า ๆ  เพื่อขึ้นแท๊กซี่ ไปสนามบินหาดใหญ่  เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รถตู้ที่เคยไปประจำ ช่วงเช้างดบริการ  อย่างเร็วก็จะเป็น 8 โมงเช้า  ทำให้ไม่ทันเที่ยวบินเที่ยวแรกที่จะไปกรุงเทพฯ ที่ออกเวลา 08.15 น.  และไม่ทันเข้าประชุม  เพราะต้องเข้าประชุมที่กรมอนามัยเวลา บ่ายโมง   มีหนทางให้เลือก  2  วิธี คือ ไปก่อน 1  วัน ไปนอนค้างที่หาดใหญ่  เพื่อที่จะไปเที่ยวบินเที่ยวแรกให้ทัน  หรือไปนอนค้างที่กรุงเทพเสียเลย  หรือยอมตื่นเช้าแล้วเหมาแท๊กซี่ให้ไปส่ง  ผู้เขียนเลือกประการสุดท้าย เนื่องจากมีงานต้องทำให้เสร็จก่อน

              ปกติผู้เขียนเป็นคนตื่นไม่สาย  แต่ก็ไม่เคยต้องตื่นเช้าขนาดนี้ แท๊กซี่มารับตรงเวลาตามนัด  การเหมาที่นี่อาจจะไม่เหมือนที่อื่น  หากไม่เปิดแอร์คิด  700   บาท  แต่หากอยากเย็นสบายก็เพิ่มอีก 100  บาท   ค่าแอร์คะ (แต่ผู้ที่เป็นข้าราชการที่จะต้องเบิกค่าพาหนะ  โปรดระวังด้วย  เพราะเบิกได้สูงสุด 500 บาทเท่านั้นค่ะ)  ปกติแท๊กซี่นั่ง  6  คน ไม่รวมคนขับ  ไปหาดใหญ่คนละ  100  บาท  หากจะให้ไปส่งที่สนามบินก็เพิ่มอีก 100  บาท   แท๊กซี่ที่นี่ไม่ธรรมดานะค่ะ  ส่วนใหญ่เป็นเบนซ์ทั้งนั้น  แต่อายุค่อนข้างจะเป็นวัยกลางคนสักหน่อย  เพราะบางคันที่เคยเหมา ถึงจะยอมจ่ายค่าแอร์  แต่คนขับก็ไม่เปิดให้  ไม่ใช่อะไร   แอร์เสียค่ะ...

                                

                ผู้เขียนนั่งหลับ    ตื่น    ถึงสนามบิน  ขึ้นเครื่องไปลงที่สุวรรณภูมิ  ถึงแล้วก็ไปต่อคิวเรียกแท๊กซี่ ยอมจ่ายเพิ่ม 50 บาท  หากไม่อยากจ่ายเพิ่มก็ไปเรียกแท๊กซี่ที่มาส่งผู้โดยสาร  แต่คิดว่าแบบนี้ดีกว่าและปลอดภัยด้วย

               คนขับคุยเก่ง  พอขึ้นรถ ผู้เขียนถามว่า  หากเจอผู้โดยสารที่เรียกไปใกล้ ๆ  จะไม่ขาดทุนหรือ เพราะในบัตรคิวเขียนไว้ว่าเขามาคอยตั้งแต่ 8 โมง นี่ตั้ง 10  โมงแล้ว  เขาบอกว่า  ไม่เป็นไรหากไม่เกินชั่วโมงก็ไม่ต้องเข้าคิวใหม่มาต่อได้เลย   แล้วเขาก็เล่าอีกว่า  เขายอมเสียเวลาเข้าคิวเพราะปลอดภัยกว่า   เวลาผู้โดยสารเรียกไปที่ไหน ๆ  ก็ตามเช็คได้

             ผู้เขียนก็แปลกใจ  เพราะปกติเราต้องการความปลอดภัยจึงใช้บริการแท๊กซี่ชนิดนี้ ไม่คาดว่าจะทำให้แท๊กซี่ปลอดภัยด้วย  เพราะใบที่ผู้เขียนได้รับจะมีทั้งชื่อคนขับและเบอร์รถเรียบร้อย  แต่คนขับแท๊กซี่จะไม่มีชื่อผู้โดยสาร

         เขาบอกว่า  พี่ไม่สังเกตหรือมีกล้องตั้ง  6  ตัว  ตรงประตู  ที่พี่ยืนเข้าคิวก็มี  ที่ส่งตั๋วให้แท๊กซี่ก็มี  แถมเวลาที่ขึ้นแท๊กซี่ก็มีเสร็จสรรพ  ไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะไม่รู้ว่าเป็นใคร  หากแท๊กซี่หายหรือถูกทำร้ายก็ตามได้   เออ....ปลอดภัยทั้ง  2  ฝ่าย  แต่ก็นึกไม่ออกว่าผู้โดยสารจากสนามบินจะไปทำร้ายแท๊กซี่ทำไม

                                   

 

           เพราะความช่างคุย  คราวนี้ไม่ถามเขาก็เล่าเองว่า  เขาเคยทำงานในบริษัทประกันชีวิตมาก่อน เลยเอาวิชาชีพที่เคยทำมา  มาปรับใช้กับกลุ่มแท๊กซี่  เขาบอกว่า แท๊กซี่ใน กทม. มีประมาณ 100,000  คัน  อยู่ที่สุวรรณภูมิประมาณ  7,000  คัน  โดยแยกเป็นกลุ่ม ๆ  อีกประมาณ  30 กลุ่ม  มาเฟียเยอะ  ในกลุ่มของเขาเป็นกลุ่มย่าโม  ตั้งชื่ออย่างนี้คงเดาออกนะค่ะว่า ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดไหน  แต่ตัวเขาเองมาจากสุรินทร์  สมาชิกในกลุ่ม  109  คน   ได้มีการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือกันเองในกลุ่ม 

           เรื่องแรกเป็นการเก็บเงินโดยเก็บวันละ  50  บาท  เก็บทุกวัน  3  เดือน รวมคนละ  4,500  บาท  รวมทั้งกลุ่มก็เกือบห้าแสนบาท  บริหารจัดการเงินนี้โดยการสร้างเต้นท์ เป็นที่พักให้คนในกลุ่มเวลามารอเข้าคิว  มีทีวี  มีที่นอน มีที่ซักผ้า ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนในกลุ่มได้เป็นอย่างดี  เงินก้อนนี้ให้สมาชิกกู้ได้ด้วย โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ  2  กู้ได้ไม่เกิน 30,000  บาทต่อคน  ต้องมีคนค้ำด้วย 1 คน  มีเงินปันผลเมื่อสิ้นปี 

                                       

          นอกจากนี้จากการที่เขาเคยขายประกันชีวิตมาก่อน  และเห็นว่าคนขับแท๊กซี่ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย  ก็เลยชักชวนให้มาทำประกันชีวิต  ให้คนที่อยากทำประกัน หยอดเงินใส่กล่อง โดยมีสมุดจดไว้ด้วยว่าใส่ไปเท่าไร จะมีคนเก็บไว้ให้  เมื่อเงินครบทำประกันได้  ก็จะจัดการทำประกันชีวิตให้  กิจกรรมของกลุ่มที่พูดถึงทำมาเกือบ  2  แล้ว  ไม่รับสมาชิกเพิ่มเพราะไม่อยากมีปัญหาในการบริหาร  เพราะไม่ได้ทำแบบจดทะเบียน  ทำแบบไว้วางใจกัน  เปิดบัญชีธนาคารใส่ชื่อ  3  คน  เวลาเบิกต้องเซ็นชื่อ  2  คน

           ผู้เขียนถามว่าแล้วกรรมการที่ทำงานอยู่ได้รับอะไรบ้าง  เขาบอกว่าได้รับความภูมิใจและหากกู้เงินไม่ต้องเสียดอกเบี้ย 

          นี่คงเป็นหนึ่งในหลาย ๆ  ตัวอย่าง  ที่ก่อตั้งกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันเอง  ความยืนยาวของกลุ่มคงจะขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของกรรมการและสมาชิก   เผอิญว่ารถถึงกรมอนามัยเสียก่อนเลยไม่ได้ถามว่า บริหารมา  2  ปี  มีปัญหาอะไรรึเปล่า...แต่ก็ยังถือว่าได้กำไรแล้วสำหรับวันนี้

                                            สวัสดีค่ะ