การเรียนเพื่อรู้ ต่างจากการเรียนเพื่อสอบ เพราะใช้ทักษะคนละตัวกัน มีนักเรียนเพลินพัฒนาหลายคนที่จบช่วงชั้นแล้วออกไปศึกษาต่อยังโรงเรียนอื่น พบว่าเด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ ในการทำงานกลุ่มสูงมาก ปรากฏศักยภาพให้เห็นอย่างโดดเด่น ชัดเจน เหนือกว่าเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน

 

ปีที่แล้ว เด็กช่วงชั้นประถมปลายคนหนึ่ง  ซึ่งเรียนกับเรามาตั้งแต่ชั้นประถมปีที่    เมื่อไปเข้าเรียนต่อในระดับชั้นประถมปีที่ ๕ ก็ได้รับคัดเลือกจากโรงเรียนใหม่ให้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปสอบคัดเลือกเข้าโครงการผู้มีอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ ของ สสวท. ซึ่งผู้ปกครองก็ได้ฝากขอบคุณมาว่า เรื่องนี้ต้องยกให้เป็นความดีของโรงเรียนเพลินพัฒนา เพราะเด็กเพื่งมาอยู่โรงเรียนใหม่ได้ไม่กี่สัปดาห์ รู้เลยว่าไม่ใช่ผลพวงจากการเรียนการสอนของโรงเรียนนี้แน่นอน

 

ปีนี้ เด็กระดับประถมปลายสามคน ที่ออกไปอยู่ชั้นมัธยมของโรงเรียนรัฐบาล ก็ปรากฏว่ามีผลการเรียนดีเยี่ยม จนกระทั่งโรงเรียนเลื่อนจากห้องท้ายๆ ให้ไปเรียนอยู่ห้องคิง เนื่องจากมีผลการเรียนรู้โดดเด่น ทั้งๆ ที่ในตอนที่สอบเข้าไปในสถานศึกษาแห่งนั้นมีคะแนนสอบเข้าไม่สูงนัก และจัดได้ว่าอยู่ในอันดับท้ายๆ ของกลุ่ม

 

เห็นได้เลยว่า เด็กเรียนเป็น ทำงานเป็น ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองเป็น เป็นอีกหนึ่งคำนิยมที่ได้รับมาจากผู้ปกครองที่ลูกเรียนจบจากโรงเรียนเพลินพัฒนาไปแล้ว

 

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กในโรงเรียนเท่านั้น เมื่อปีที่แล้วผู้ถือหุ้นของโรงเรียนรายหนึ่งที่เรียนจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย ได้เล่าให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นฟัง เพื่อเป็นกำลังใจให้กับการทำงานโรงเรียนที่สอนให้เด็กเรียนรู้เป็น ว่า ตัวเธอเองก็จบมาจากโรงเรียนในแนวทางเลือก ตอนสอบเข้าก็สอบเข้าไปได้ด้วยคะแนนที่ไม่ดีนัก แต่ตอนจบมหาวิทยาลัยกลับกลายเป็นได้รับเกียรตินิยม เพราะเรียนเป็น และทำงานเป็น นั่นเอง