ความคิดที่ว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์... เขียนเพื่อปิดกั้นเสรีโลกออนไลน์?
ปัจจุบันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคน คือ สุขภาวะทางสังคมด้านหนึ่ง จะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
ของการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ได้รับการประกันจากรัฐธรรมนูญทุกฉบับโดยชอบธรรม
แต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กลับเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ที่รุกล้ำสู่กลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตหลายล้านคนในประเทศไทย และในอนาคตมีแนวโน้มว่ากฎหมายฉบับนี้อาจเข้ามาควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนไทยผ่านช่องทางของโลกออนไลน์
ด้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law) ได้กำหนดลักษณะของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้ 1. อาชญากรรมที่มีเป้าหมายโดยตรงอยู่ที่คอมพิวเตอร์ ตังเครื่อง โปรแกรม และข้อมูลภายในเครื่อง 2. อาชญากรรมที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด 3. อาชญากรรมที่คอมพิวเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การฟอกเงิน การลักลอบโอนเงิน การเผยแพร่ภาพลามก 4. อาชญากรรมอันมีผลมาจากการใช้คอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับทั่วไป เช่น การลอกเลียนหรือการปลอมแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การละเมิด ลิขสิทธิ์ การปลอมแปลงอุปกรณ์ 5. การบีบบังคับหรือขู่เข็ญทางคอมพิวเตอร์ เช่น การขู่เข็ญหรือบุกรุกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ การใช้ข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นหลักฐาน และ 6. การก่ออาชญากรรมหรือการรบกวนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ และเริ่มประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 18 มิถุนายน 2550 โดยผ่านความเห็นชอบจาก สนช.
แต่แค่เพียงหนึ่งเดือนหลังประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ เว็บไซต์กระทรวงไอซีทีก็ถูกแฮกเกอร์มือดีก่อกวนหน้าหลักโดยหน้าเว็บไซต์ถูกเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำ มีภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โบกมือทักทายอยู่ตรงกลาง ถัดลงมาเป็นภาพของ พล.อ. สนธิ บุณยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่งคงแห่งชาติ (คมช.) และถ้อยคำไม่สุภาพที่แสดงถึงการขับไล่ คมช. การกระทำดังนี้แสดงถึงความไม่พอใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่แสดงการต่อต้านกฎหมายฉบับนี้
นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในขณะนั้นถือว่า การกระทำดังกล่าวเหมือนเป็นการท้าทายกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ จึงสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลของผู้กระทำผิดและจะดำเนินการลงโทษตาม พ.ร.บ. นี้ ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของการละเมิดด้านความมั่นคงของรัฐ
ในเบื้องต้นมีการแจ้งความร้องทุกข์ พร้อมทั้งมอบหลักฐานและข้อมูลเอกสารทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ติดตามแฮกเกอร์รายนั้นมาดำเนินคดี แล้วเรื่องก็เงียบไปจากหน้าหนังสือพิมพ์โดยไม่ปรากฏข่าวการจับกุมตัวผู้กระทำผิดแต่อย่างใด
แต่รายละเอียดของมาตรา 14 ก็ก้าวล่วงเข้ามาคุมเนื้อหาของเว็บไซต์และการแสดงความคิดเห็น ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจถูกใช้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต มากกว่าจะจัดการกับพวกแฮกเกอร์หรือมิจฉาชีพในโลกออนไลน์อย่างเอาจริงเอาจัง
คดีที่น่าสนใจของกฎมายนี้ ได้แก่ ผู้ต้องหาที่ตำรวจเชื่อว่าเป็น "พระยาพิชัย" คือ ชายไทยอายุ 37 ปี ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ "พร็อบพากันดา" ขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2550 ที่ผ่านมา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับในที่พัก ด้วยความผิด มาตรา 14 (1) และ (2) พร้อมทั้งยึดคอมพิวเตอร์พีซีและโน้ตบุ๊กไปทั้งหมดในช่วงบ่ายของวันที่ 24 สิงหาคม 2550
รายงานว่า "พระยาพิชัย" ไม่ต้องการให้มีข่าวจับกุม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกำชับมาว่า อย่าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในเรื่องนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของสมบัติที่ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เกลี้ยกล่อมให้ผู้ต้องหารับสารภาพและไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยรับปากว่าจะลงโทษให้น้อยที่สุดเพียง 4 เดือน
และต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2550 จอน อึ๊งภาภรณ์ อดีตวุฒิสมาชิกและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ประชาไท ได้รับการร้องเรียนจากบุคคลหนึ่งว่าญาติถูกจับกุมด้วย พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน และขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิง
หญิงไทยอายุ 37 ปี คือผู้ต้องหาที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นเจ้าของนามแฝง "ท่อนจัน" และเป็นเจ้าของเว็บบล็อกกิโยติน ถูกเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 นาย บุกจับถึงห้องนอน ด้วยความผิดมาตรา 14 (1) และ (2) พร้อมทั้งยึดโน้ตบุ๊กและโมเด็มในช่วงเช้าวันเดียวกับที่มีการบุกจับ "พระยาพิชัย" เธอถูกคุมตัวอยู่ที่กองปราบฯ 6 วันแล้วย้ายมาอยู่ใน ทัณฑสถานหญิง ก่อนจะได้รับการประกันตัวออกไปในวันที่ 17 กันยายน 2550
ทั้งพระยาพิชัยและท่อนจันเดินทางมารายงานตัวที่ศาลอาญาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2550 แม้จะไม่ได้ส่งฟ้อง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ส่งสำนวนมา แต่คดีก็ยังมีอายุความอีก 10 ปี ฉะนั้นสิ่งที่ทั้งสองกระทำลงไปและถูกเรียกว่าเป็นการกระทำความผิด จึงอาจถูกหยิบขึ้นมาฟ้องร้องเมื่อใดก็ได้ภายในระยะเวลา 10 ปี นับจากนี้
เสรีภาพการสื่อสารมิใช่อาชญากรรมถ้าหากจะมองให้ดีอีกด้าน เพราะหน้าที่ของสื่อคือการเป็นยามเฝ้าระวังการกระทำผิด และนำเสนอความจริงต่อสาธารณชน แต่กฎหมายฉบับนี้กลับเห็นว่าการนำเสนอความคิดเห็นของคนเป็นการกระทำที่ไม่สมควร
แต่ก็มีความน่าสังเกตว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ทำให้เรารู้สึกได้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับเล่นงานผู้ที่เสนอข้อมูลแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่ "ล่อแหลม" มากกว่าจะพุ่งเป้าไล่ล่าแฮกเกอร์ อาชญากรโลกไซเบอร์ หรือเจ้าของเว็บไซต์ลามกอนาจารมารับโทษตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการ คปส. ยังเคยให้สัมภาษณ์ต่อคณะทำงานสุขภาพคนไทย ไว้ว่า “คำตอบจากกระทรวงไอซีทีมีเพียง ได้ดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้และกระบวนการยุติธรรมทุกประการ และย้ำถึงความคลุมเครือของมาตรา 14 ว่า….เปิดโอกาสให้รัฐใช้อำนาจในการจับกุมใครก็ได้ที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในลักษณะที่ขัดต่อความมั่นคงหรือศีลธรรมอันดี ซึ่งกินความกว้างมากและไม่มีการให้นิยามที่ชัดเจน จริง ๆ กฎหมายอาญาของไทยก็ควบคุมไว้หมดแล้ว ทั้งเรื่องหมิ่นประมาท หมิ่นพระบรมเดชาสุภาพ หรือโป๊เปลือยอนาจาร เพียงแต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ช่วยระบุให้ชัดเจนขึ้นว่าเป็นสื่อคอมพิวเตอร์ เหมือนจงใจคุมกิจกรรมทางคอมพิวเตอร์และสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยที่อ้างว่าจะปราบอาชญากรรมแต่เราก็ยังไม่เห็นการจับกุมอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เช่น พวกแฮกเกอร์ ปล่อยไวรัส หรือก่อการร้ายสักราย
คุณสุภิญญายังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีความพยายามที่จะดูแลการใช้อินเตอร์เน็ตกันอย่างเข้มข้นขึ้น โดยเน้นไปที่อาชญากรรมคอมพิวเตอร์และจะไม่เข้ามาควบคุมเนื้อหาของสื่อออนไลน์ ยกเว้นเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับการทำอนาจารเด็ก ซึ่งเป็นข้อห้ามที่ทุกประเทศยอมรับ เพราะมาตรฐานสากลถือว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพทางความคิด ซึ่งแตกต่างจากการบังตับใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ของบ้านเรา
ดังนั้นการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาคุมเนื้อหาในการพูดคุยหรือโพสต์ความเห็นผ่านทางเว็บไซต์ ก็แสดงว่า ภาครัฐมองว่ามันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ทั้งที่มั่วโลกไม่ได้มองว่านี่เป็นอาชญากรรม
จากนี้ไปกลุ่มคนและองค์กรที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเสรีภาพการสื่อสารในอินเตอร์เน็ต ก็คงจะต้องใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการรณรงค์และล่ารายชื่อประชาชน เพื่อเสนอขอปรับแก้กฎหมายฉบับนี้ให้เหมาะสมในการบังคับใช้มากกว่าที่เป็นแย่ในปัจจุบัน
ความเคลื่อนไหวของภาคประชาขนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกฎหมายปราบปรามอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ กลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารสาธารณะที่เปิดกว้างมากที่สุดในเวลานี้ แต่จะเห็นด้วยหรือไม่นั้น อาจขึ้นอยู่กับการตีความกฎหมาย ว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์... เขียนเพื่อปิดกั้นเสรีโลกออนไลน์ หรือไม่
อ้างอิง
"ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทย". สืบค้นจาก [http://www.spu.ac.th/anouncement/articles/law_it.html]
"นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง". สืบค้นจาก [http://dusithost.dusit.ac.th/~librarian/myweb/Chapter9.html]
"ร่าง พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ...". สืบค้นจาก [http://wiki.nectec.or.th/nectecpedia/index.php]
"แฮกเกอร์หยามหน้าขิงแก่ ยึดเว็บไซต์ไอซีที ตะเพิด คมช". แนวหน้าฉบับวันที่ 20 กรกฏาคม 2550.
"รายงานความคืบหน้า: ชะตากรรมของคนที่ว่ากันว่าคือ 'พระยาพิชัย' และ 'ท่อนจัน'? ใต้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์". เพิ่งอ้าง. "พระยาพิชัย-ท่อนจัน รายงานตัวที่ศาล คดีเงียบ อัยการยังไม่ยื่นฟ้อง". ประชาไท วันที่ 13 ตุลาคม 2550. สืบค้นจาก [http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.phpmod=mod_ptcms&ContentID
=9899&SystemModulekey=HilightNews&SystemLanguage=Thai]
"สุขภาพคนไทย" สัมภาษณ์ จีรนุช เปรมชัยพร. วันที่ 16 มกราคม 2551.
"สุขภาพคนไทย" สัมภาษณ์สุภิญญา กลางณรงค์. วันที่ 16 มกราคม 2551.
ก่อนหน้านี้เราเคยบอกเสมอว่าไม่มีกฏหมายทางด้านไอทีโดยตรง ไม่มีความชัดเจน
หรือกฏหมายมันล้าหลัง ปัจจุบันได้มีกฎหมายด้าน ไอทีแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ดี
แต่จะมีจริงหรือ
ยิ่งในสมัย ทุนนิยมอย่างบ้านเรา
กฏหมายยังเป็นสินค้าอ้างหน้าของผู้ที่มีอำนาจอยู่เลย
อย่า..ว่าเราเลย แค่ความคิดเห็นของเด็กอมมือ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจรึป่าว ก็เท่านั้น