การเปิดรับสื่อ

พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อ และรูปแบบการดำเนินชีวิตของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา จังหวัดราชบุรี

รายละเอียด

ส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ดี คือรูปแบบและโครงสร้างของงานเขียน มีการจัดทำที่ถูกต้อง ตามหลักการและระเบียบวิธีการวิจัย เนื่องจากกลุ่มผู้ศึกษาระเบียบวิธีการวิจัย กำลังศึกษางานวิจัยด้านนิเทศศาสตร์ จึงเลือกงานวิจัย เรื่อง พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อ และรูปแบบการดำเนินชีวิตของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา จังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ของ นางสาว ศิขริน เอกะวิภาต ในการศึกษาหลักสูตรปริญญานิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อ ปี พ..2546 นำมาเป็นแนวทางศึกษา โดยศึกษาถึงโครงสร้าง รูปแบบ ขอบเขต วิธีการ เนื้อหาสาระ ประเด็นปัญหา เครื่องมือ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์รายงานผลเพื่อต้องการทราบแนวทางในการเขียนงานวิจัย

ประเด็นปัญหาในการวิจัย

ผู้วิจัยได้กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ไว้ในบทที่ 1 (หน้า 1-10) พร้อมทั้งบอกปัญหานำวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และไม่ลืมบอกข้อจำกัดทางการศึกษา ถัดไปตามลำดับ

ในเอกสารงานวิจัย ได้ระบุถึงสภาพทั่วไปของสภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง อาณาเขตติดต่อ ของถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจข้อมูล ตลอดจนประวัติชนชาติกะเหรี่ยงในประเทศไทย คติความเชื่อ ภาษา การแบ่งกลุ่ม ลักษณะถิ่นที่อยู่ ศาสนา ระบบเศรษฐกิจ วิถีและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้วิจัยได้อาศัยเหตุแห่งวิกฤติการบุกยึดโรงพยาบาลจังหวัดราชบุรี ของกลุ่มกะเหรี่ยงอิสระที่ชื่อ ก็อด อาร์มีมาเป็นแรงจูงใจในการศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ และความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อ ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตของชนชาติกะเหรี่ยงโดยกำหนดให้ชนชาติกะเหรี่ยงตำบลบ้านคา จังหวัดราชบุรี เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก

ประเด็นปัญหาในการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดปัญหา 3 ประเด็นคือ

1.   ชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา ราชบุรี มีพฤติกรรมการเปิดรับสื่ออย่างไร

2.   ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อของชนชาวกะเหรี่ยงบ้านคา ราชบุรี เป็นอย่างไร

3.   ชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา ราชบุรี มีรูปแบบการดำเนินชีวิตในปัจจุบันอย่างไร

 

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยไว้ 4 ข้อ กล่าวคือ

1.   เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา ราชบุรี

2.   เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของชนชาติกะเหรี่ยง ราชบุรี

3.   เพื่อศึกษาความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อของชนชาติกะเหรี่ยง ราชบุรี

4.   เพื่อศึกษารูปแบการดำเนินชีวิตของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา ราชบุรี

มีความชัดเจน ครอบคลุม สอดคล้องกับเนื้อหาสาระทั้งหมด มีความสอดคล้อง ไม่ซ้ำซ้อน แม้จะขาดความรัดกุมในการใช้ภาษาไปบ้าง (ข้อ 2. และ ข้อ 3. ไม่บ่งบอกว่าเป็นกะเหรี่ยงบ้านคา) แต่มิใช่นัยสำคัญ

 

สรุปผลการวิจัย

จากแบบสอบถามทั้งหมด จำนวน 200 ชุด ผลการวิจัยแบ่งออกได้เป็น 4 ตอน ดังนี้

(1)   ลักษณะทางประชากรของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา ส่วนใหญ่มีอายุ 56 ปีขึ้นไป มีอาชีพทำไร่ นับถือศาสนาพุทธ มีรายได้ต่อเดือน มากกว่า 2,000 ถึง 3,000 บาท ใช้ภาษาไทยมากที่สุด โดยจะอาศัยอยู่แบบครอบครัวขยาย ซึ่งพ่อและลูกๆ จะเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแม่อยู่บ้าน

(2)   รูปแบบการดำเนินชีวิตของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา จะให้ความสำคัญต่อการเข้าร่วมประชุมมากที่สุด และเข้าโบสถ์สวดพระคัมภีร์น้อยที่สุด

(3)   พฤติกรรมการเปิดรับสื่อของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา เปิดรับสื่อโทรทัศน์เป็นประจำ วิทยุบ่อยครั้ง เปิดรับสื่อบุคคลใกล้เคียงกัน ระยะเวลาที่เปิดรับสื่อทุกชนิดในแต่ละครั้ง นาน 3 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อดูละครจากโทรทัศน์ รายการธรรมะทางวิทยุ และการช่วยเหลือการเงินจากสื่อบุคคล

(4)   ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา ชนชาติกะเหรี่ยง มีความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่ออยู่ในระดับมาก เริ่มจากเพื่อความบันเทิง (3.99) เพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสาร (3.85) เพื่อปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน (3.73) และเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้แก่ตนเอง (3.43) ตามลำดับ

(5)   การทดสอบสมมติฐาน

ผลการทดสอบสมมติฐานที่ 1 พบว่า ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างกัน มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 เว้นแต่ (1) ระดับอายุของชนชาติกะเหรี่ยงที่ต่างกัน มีรูปแบบกิจกรรมไปประชุม การแสดงความคิดเห็นในเวลาประชุม การเป็นสมาชิก OTOP แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 (2) อาชีพของชนชาติกะเหรี่ยงที่แตกต่างกัน มีรูปแบบกิจกรรมการทำข้าวห่อกะเหรี่ยง การเป็นสมาชิก OTOP แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 (3) รายได้ของชนชาติกะเหรี่ยงที่ต่างกัน มีรูปแบบการไปตกปลา การเป็นสมาชิก OTOP การเข้าโบสถ์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05

ผลการทดสอบสมมติฐานที่ 2 พบว่า รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน มีพฤติกรรมการเปิดรับไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 ยกเว้น กรณี (1) กิจกรรมการไปตกปลา มีความถึ่ในการเปิดฟังวิทยุต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 (2) กิจกรรมการไปตกปลา การคิดค้นลายผ้าใหม่ การทำข้าวห่อกะเหรี่ยง การแสดงความเห็นในที่ประชุม การเข้าโบสถ์ การพูดคุยกับบุคคลอื่น แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05

ผลการทดสอบสมมติฐานที่ 3 พบว่า พฤติกรรมการเปิดรับสื่อที่แตกต่างกัน มีความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อไม่แตกแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 ยกเว้น กรณี (1) ความถี่ในการเปิดดูโทรทัศน์ที่ต่างกัน มีความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อโทรทัศน์ เพื่อความสนุกสนานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 (2) ความถี่ในการเปิดฟังวิทยุที่ต่างกัน มีความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อวิทยุเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อปรับตัวให้ทันสมัยแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 (3) ความถี่ในการพูดคุยกับบุคคลอื่นที่ต่างกัน มีความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อบุคคลเพื่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อเป็นแบบแผนในชีวิตที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05

นอกจากนี้การศึกษายังพบว่า ระดับอายุของชนชาติกะเหรี่ยงที่แตกต่างกัน มีรูปแบบกิจกรรมการไปประชุมที่บ้านกำนัน กิจกรรมการแสดงความเห็น (Vote) เวลาประชุม กิจกรรมการเป็นสมาชิกหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ แตกต่างกัน และรายได้ของชนชาติกะเหรี่ยง ที่แตกต่างกัน มีรูปแบบกิจกรรมการไปตกปลาตามรินธารนี้ กิจกรรมการเป็นสมาชิกหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กิจกรรมการเข้าโบสถ์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 ชนชาติกะเหรี่ยงจะเปิดรับสื่อโทรทัศน์ทุกวัน รายการละครได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งตอบสนองความพึงพอใจทางจิตวิทยา ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ ผู้ทำวิจัยได้กล่าวอ้างว่าสอดคล้องกับความเห็นของ Reimer, Stephenson (1967), พีระ จิรโสภณ, ทวีศักดิ์ จันทร์ลอย ซึ่งได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ดังกล่าวไว้แล้ว

ข้อเสนอแนะจากการศึกษา ที่น่าใจคือ กลุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษา ผู้วิจัยกล่าวว่าในการสัมภาษณ์ชนชาติกะเหรี่ยงในกิ่งอำเภอบ้านคา อาจไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนของชนชาติกะเหรี่ยงได้ครบถ้วน และการใช้คำถามปิด อาจได้ข้อมูลไม่ลึกซึ้งเพียงพอ ได้เพียงบางส่วน ซึ่งควรจะมีการแสวงหาข้อเท็จจริงให้กว้างกว่านี้