ตอนสองต่อทันทีครับ...

------------------------------------------------------

แม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่ใหม่มากบนแผนที่โลกด้วยอายุเพียงสองร้อยสามสิบปีเศษ ถ้านับช่วงอายุคนที่อพยพมาตั้งรกรากกันที่ทวีปนี้ก็เป็นรุ่นที่สามหรือสี่เท่านั้น แต่สิ่งที่น่ามหัศจรรย์อย่างหนึ่งสำหรับประเทศนี้คือจำนวนสถาบันที่ดำเนินการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปนั้นมีถึงสี่พันกว่าแห่ง

อเมริกาทุ่มเงินกองโตที่กอบโกยจากการชนะสงครามโลกครั้งที่สองไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สนับสนุนการจับจองอสังหาริมทรัพย์ของชนชั้นกลางและที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนโฉมหน้าของอุดมศึกษาในประเทศด้วยการออกกฏหมาย G.I. Bill ที่จัดสรรเงินจำนวนมหาศาลในการสนับสนุนให้ทหารผ่านศึกได้เข้าศึกษาทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพและอุดมศึกษา ผลที่ตามมาคือจำนวนสถาบันการศึกษาที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อตอบรับความต้องการของทหารจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกฎหมายนี้

แน่นอนว่าการขยายตัวของสถาบันอุดมศึกษานั้นเปลี่ยนประสบการณ์สังคมด้วยจำนวนของประชากรที่ได้รับการศึกษามากขึ้นและสูงขึ้น ธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญหลายๆ อย่างในสถาบันอุดมศึกษากลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหลักอย่างน้อยก็ในกลุ่มคนชั้นกลางเป็นประชากรหนึ่งในสามของทั้งประเทศ ธรรมเนียมหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ประจำปีของวงการศึกษาคือสุนทรพจน์ในพิธีประสาทปริญญาบัตรซึ่งมหาวิทยาลัยท๊อปเทนจะเชิญผู้มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ มากล่าวสุนทรพจน์ หลายๆ ครั้งมหาวิทยาลัยดังๆ เซอร์ไพรส์นักศึกษาด้วยการเชิญคนที่คาดไม่ถึงมา อย่างเมื่อปี 2003 วิล เฟอเรล ดาราตลกชื่อดังจากหนังอย่าง Stranger Than Fiction (2006), Blades of Glory (2007) ได้รับเชิญไปกล่าวในงานรับปริญญาของฮาร์วาด วิลกล่าวเปรียบเทียบปริญญาชีวิตที่เขาได้จากโลกนอกมหาวิทยาลัย แถมด้วยการสวมบทบาทประธานาธิบดีจอร์ช บุชที่สร้างชื่อให้วิลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถัดมาในปี 2005 สตีฟ จ๊อป CEO ของ Apple และ Pixar Animation ก็ขึ้นกล่าวในงานประสาทปริญญาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จ๊อปเน้นถึงความสำคัญของการศึกษาที่ไม่ได้มีจุดหมายที่ใบปริญญาแต่เป็นความกล้าที่จะตัดสินใจหาความรู้เพื่อบรรลุความฝันและความสุขในชีวิต เมื่อปี 2008 ที่ผ่านมาบัณฑิตใหม่ฮาร์วาดก็ต้อนรับนักเขียนชื่อดัง เจ. เค. โรว์ลิ่ง ที่กล่าวถึงผลพลอยได้จากความผิดพลาดในชีวิต ทั้งชีวิตคู่ที่ล้มเหลว เงินและงานก็เป็นสองสิ่งที่เธอแทบจะไม่ได้เห็นเมื่อครั้งสมัยเรียนจบใหม่ๆ มีเพียงลูกสาวตัวน้อยและจินตนาการเป็นความหวังสุดท้ายที่ช่วยให้เธอก้าวผ่านความยากลำบากมาได้

นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมการเชิญคณาจารย์อวุโสในมหาวิทยาลัยให้กล่าวสุนทรพจน์ด้วยโจทย์ที่ลึกซึ้งว่าถ้านี่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากโลกนี้ไปคุณอยากจะฝากอะไรให้คนรุ่นหลังบ้าง? การบรรยายแบบนี้รู้จักในชื่อ การบรรยายครั้งสุดท้าย หรือ The Last Lecture ผมไม่แน่ใจว่าธรรมเนียมการบรรยายครั้งสุดท้ายนี้มีมานานแค่ไหน แต่การบรรยายครั้งสุดท้ายที่ดังมากคือการบรรยายของแรนดี เพาช์ (Randy Pausch Last Lecture) ศาสตรจารย์ผู้บุกเบิกการค้นคว้าวิจัยด้านโลกเสมือนจริง (virtual reality) ที่มหาวิทยาลัยคาเนกี้ เมลลอน เส้นทางอาชีพของแรนดีนั้นคล้ายกับจอร์น แนชที่ได้กลับมารับใช้มหาวิทยาลัยต้นสังกัด เขาทำคุณประโยชน์และสร้างชื่อเสียงให้กับคาเนกี้ เมลลอนมากมาย การบรรยายที่ถ่ายทอดเรื่องราวการบรรลุความฝันวัยเยาว์ของเขาให้นักศึกษาและผู้สนใจในมหาวิทยาลัยจึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น การบรรยายครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายของเขาจริงๆ เนื่องจากแรนดีนั้นได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนและก่อนหน้าการบรรยายเพียงหนึ่งเดือนคณะแพทย์ผู้ทำการรักษาได้แจ้งว่าเขาสุขภาพเขาจะเริ่มทรุดโทรมลงหลังจากเวลาสามถึงหกเดือนต่อจากนี้


สิ่งหนึ่งที่สะท้อนจากธรรมเนียมการเชิญคนดังเหล่านี้มาพูดน่าจะเป็นคำนิยามของความสำเร็จทางสังคมที่ไม่ได้หยุดที่ใบปริญญาแต่รวมถึงหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ความหมายที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นน่าจะเป็นแนวคิดหลักของวัฒนธรรมปัญญาชนในอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับตัวบุคคล มุ่งเน้นการยอมรับความแตกต่างทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติภาษา ความเชื่อและจุดยืน สิ่งเหล่านี้เป็นปรัชญาสำคัญของการสร้างความหลากหลายในทางวิชาการ และคงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าประสบการณ์ชีวิตในสถาบันอุดมศึกษานั้นเปิดมุมมองให้กับคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน ตัวอย่างง่ายๆ คือหอพักนักศึกษาที่รวบรวมเอาคนต่างสีต่างเชื้อชาติเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันซึ่งเปิดโอกาสให้วัยรุ่นเหล่านี้จะได้เรียนรู้ความหลากหลายทางเชื้อชาติแบบไม่ต้องเสียค่าหน่วยกิตเลยด้วยซ้ำ

จากประสบการณ์ส่วนตัวผมคิดว่าบรรยากาศของความหลากหลายนี้เห็นได้ชัดในเมืองมหาวิทยาลัย เพื่อนนักเรียนชาวตะวันออกกลางของผมได้รับการปฏิบัติแทบไม่ต่างจากนักเรียนในประเทศ ในขณะที่เพื่อนคนเดิมได้รับการปฏิบัติเหมือนคนชั้นสองชั้นสามของประเทศไม่ว่าจะที่อู่ซ่อมรถหรือห้องอาหารที่อยู่ห่างออกไปจากเขตมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่ไมล์ นักเรียนต่างชาติส่วนใหญ่มักจะเคยมีประสบการณ์แย่ๆ กับคนขาวชั้นล่างโลกทัศน์แคบที่รู้จักกันในนามขยะสีขาว (white trash) มาแล้วทั้งนั้น

อเมริกาทุ่มเงินมหาศาลไปกับการขยายโอกาสทางการศึกษาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ เรื่องที่น่าเจ็บปวดคือโอกาสเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยเงินกำไรจากสงคราม ผมสงสัยว่าจะต้องก่อสงครามกันอีกสักกี่หนคนทั้งประเทศถึงจะได้เรียนรู้ว่าสงครามนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย และเมื่อไหร่ประเทศอื่นๆ จะมีโอกาสชนะสงครามกับเขาบ้างไหม เผื่อจะได้มีเงินไปพัฒนาประเทศของตัวเสียที

------------------------------------------------------

ก็มีแค่สองตอนนั่นละครับ

เชิญแสดงความคิดเห็นกันตามสะดวกนะครับ