๒๖ เมษายน ๒๕๔๙ วันแรกของการดูงานผมได้บทเรียน ๒ ข้อ
1. คณะอาสาสมัครของมูลนิธิฉือจี้ในประเทศไทย (นำโดยคุณยงเกียรติ เกียรติเสริมสกุล) และคณะอาสาสมัครในประเทศไต้หวัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณหลัว ชิง เหลียน และภรรยา เจ้าภาพอาหารมื้อเย็น) ได้แสดงการปฏิบัติ ด้านอาสาสมัครเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น (คือคณะของเรา ๓๐ คน) ที่อาสาสมัครจำนวนหนึ่งมาต้อนรับและส่งพวกเราที่ดอนเมือง และอีก ๑๐ คนที่เดินทางมาดูแลอำนวยความสะดวกแก่พวกเรา ต่างก็มาด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง ทุกคนเป็นผู้ให้ตามความเชื่อของฉือจี้ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้เพื่อการปฏิบัติธรรม
2. อาสาสมัครของฉือจี้ ดูจะได้รับการฝึกให้เป็นนักเล่าเรื่อง (storytelling) กันทุกคน ที่เด่นคือคุณสุชน แซ่เฮง, คุณส้ม (เวนดี้ ไซ), คุณเมตตา ที่มากับเรา และคุณหลัว ชิง เหลียน เจ้าภาพต้อนรับที่ไต้หวันคนแรกของเรา หมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ นักมานุษยวิทยาเอกของประเทศ ตั้งข้อสังเกตว่า การถ่ายทอดคุณค่า ความเชื่อ ศาสนา หรือการเรียนรู้ด้านจิตวิญญาณ ต้องทำโดยการเล่าเรื่อง ไม่ใช่การให้ข้อมูลความรู้เชิงนามธรรม (abstract) เป็นข้อๆ ผมได้ความรู้จากหมอโกมาตรว่า การเรียนรู้เชิงนามธรรมที่ผ่านการตีความแล้ว ไม่เพียงพอ ต้องมีการเรียนรู้เชิงรูปธรรมจากเรื่องเล่า ที่มีชีวิต มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง มีอารมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้อง

คณะชาวฉื้อจี้ประเทศไทยมาส่ง ส่วนหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย ผู้ชายคนขวามือคือคุณสุชน แซ่เฮง ทำหน้าที่เป็นล่ามตลอดรายการ มีความสามารถสูงมากในการแปล และมีความรู้สูง ทำงานแอมเวย์

คุณโหลว (ผู้ชายซ้ายสุด) เจ้าภาพต้อนรับและเลี้ยงอาหารเย็น กับคณะชาวฉือจี้ที่เดินทางไปกับเรา (จ่ายเงินค่าเดินทางทั้งหมดเอง)

เราเดินทางโดยสายการบิน KLM เที่ยวบินที่ KL 877 ใช้เวลาบิน 3 ½ ชม. ถึงไต้หวัน 18 น. เวลาท้องถิ่น (ซึ่งเร็วกว่าเวลาไทย 1 ชม.) มองจากเครื่องบินเห็นโรงงานทั่วไป ต่างจากวิวในประเทศตะวันตกหลายประเทศเช่น เดนมาร์ก สวิส อังกฤษ ที่เห็นทุ่งนาเต็มไปหมด แถวคนรอตรวจคนเข้าเมืองยาวมาก ระหว่างยืนรอในคิว เราคุยกับผู้ชายไทยอายุประมาณ 35 ปี สวมแจ็กเก็ตสีขาว ด้านหลังปักคำว่า พี. พี. เอส. อินเตอร์ (1992) 055 642365 ได้ความว่ามาทำงานโรงงาน (โรงกลึง) ได้มาแล้ว 3 ปีและหมดสัญญา กลับไปบ้าน 2 เดือน ก็กลับมาอีกโดยสัญญาใหม่ และต้องเสียค่านายหน้าอีก การหางานแต่ละสัญญาเสียเงินค่านายหน้าเป็นแสนบาท ทำงานเป็นปีกว่าจะได้ค่านายหน้าคืนมา เงินเดือนที่ได้เดือนละ “หมื่นกว่า ถึงสองหมื่นกว่า” “มาอยู่ที่นี่มันทรมานนะพี่ คิดถึงบ้าน แต่ก็ไม่มีทางเลือก”
เข็นกระเป๋าออกมาพบคณะอาสาสมัครฉือจี้มาร้องเพลงพร้อมตบมือต้อนรับเป็นจังหวะ นั่งรถบัสประมาณ 10 นาที ไปที่เหลียนเซียงของคุณหลัว ชิง เหลียน พอลงรถก็พบการร้องเพลงต้อนรับอีก เหลียนเซียงเป็นที่บริการจอดรถแก่ผู้เอารถมาจอดเพื่อขึ้นเครื่องบินไปทำธุระ ค่าจอดรถของเหลียนเซียงถูกกว่าที่สนามบิน ที่นี่มีสระว่ายน้ำด้วย เดาว่าคงจะเป็นโรงแรมด้วย และใช้สถานที่ต้อนรับแขกของฉือจี้ด้วย มีการกล่าวต้อนรับ แล้วรับประทานอาหารเย็น อาหารตลอด ๕ วัน ๔ คืนจะเป็นมังสวิรัติทั้งหมด กับข้าวกว่า ๑๕ อย่าง อร่อยๆ ทั้งนั้น แล้วไปที่ห้องประชุม กินขนมเปี๊ยะ น้ำชา ชมการแสดงเพลงประกอบภาษามือ แล้วนั่งรถไปอีกเกือบ ๑ ชม. สู่ Gala Hotel โดยฝนตกตลอดเวลา เรานอนห้องเดียวกับ ศ. นพ. วิรุฬห์ เหล่าภัทรเกษม คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มข.

ภาพสมณารามที่เมืองหัวเหลียน เราไปถ่ายเองไม่ได้สวยอย่างนี้

โต๊ะจีนที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเห็น นั่งได้ประมาณ ๓๐ คน คนซ้ายมือสุด ๓ คน คือคณบดีคณะแพทย์รามา ขอนแก่น

รูปหมู่ที่เหลียนเซียงศิลปะจากวัสดุรีไซเคิล

วิจารณ์ พานิช
๒๗ เมย. ๔๙
เมืองหัวเหลียน ไต้หวัน