สศค.เตรียมปรับลดเป้าจีดีพีหลังแบงก์ชาติได้ปรับลดไปแล้ว 0.5%
ระบุราคาน้ำมัน-ค่าเงินบาท-เงินเฟ้อเป็นปัจจัยกดดัน
เชื่อกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อ 3
ศาลช่วยสถานการณ์ทุกอย่างจบเร็ว
นายสมชัย สัจจพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปลายเดือนพฤษภาคม 2549 สศค.
เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจ 2549 ภายหลังที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) ได้ปรับประมาณการไปแล้วจากเดิมคือ 4.75-5.25% เป็น 4.25-4.75%
ซึ่งการปรับประมาณการณ์ GDP ในส่วนของกระทรวงการคลัง จะต้องดูปัจจัย
และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบว่าเป็นอย่างไร ก่อนที่จะปรับประมาณการ
GDP ซึ่งเหลือเวลาอีก 1 เดือน โดยปัจจัยต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ทั้งเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
“ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการปรับ GDP หลัก ๆ แล้วคือ ราคาน้ำมัน
เนื่องจากราคาน้ำมัน ยังผันผวนอยู่มาก แต่ขณะนี้ยังเชื่อว่าGDP
ยังอยู่ที่ 4.50.5.50% เพราะเมื่อดูในไตรมาตร 1 ถึงว่าดีมาก
ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ดี
ถ้าน้ำมันไม่แพงหรือปรับตัวสูงไปกว่านี้
โดยปัจจัยราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่คาดเดายาก
ซึ่งต้องดูปัจจัยจากภายนอกเป็นหลัก รวมทั้งต้องพิจารณาค่าเงินบาทด้วย”
นายสมชัยกล่าว
ทั้งนี้ในส่วนโครงการเมกะโปรเจกต์ที่มีการชะลอการลดทุน กระทรวงการคลัง
ไม่ได้นำมาใช้ในการประมาณการ GDP อยู่แล้ว จึงเชื่อว่า
การชะลอการลงทุนในโครงการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อ GDP 4.5-5.5%
แต่อย่างใด
นอกจากนี้พระราชดำรัชของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อ 3
ศาล นั้นตนเชื่อว่า ทุกอย่างน่าจะจบได้เร็วและเหตุการณ์ต่าง ๆ
มีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นซึ่งทุกคนก็ต้องทำตามหน้าที่ของตนที่ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้และ
3
ศาลเป็นองค์กรที่เชื่อถือซึ่งรวมถึงการเมืองน่าจะผ่านไปด้วยดีเศรษฐกิจคงจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา
นายสมชัยยังเชื่อว่า เศรษฐกิจปี 2549 จะดีกว่าปี 2548
แน่นอนเนื่องจากปี 2548 ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นจากปี 2547 สูงถึง 44%
และคาดว่าราคาน้ำมันในปี 2549 ไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 44%
ซึ่งหลายฝ่ายได้แสดงความเป็นห่วงราคาน้ำมันและเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าเมื่อดูฐานมาตรการเศรษฐกิจปี 2549
ถือว่าดีกว่าปี 2548
ส่วนค่าเงินบาทธปท.ก็ได้ดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว
ส่วนการที่ (ธปท.) อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.6 %
เชื่อว่าคงเป็นการปรับขึ้นครั้งสุดท้ายแล้วซึ่งนายทนง พิทยะ
รักษาการว่าการกระทรวงการคลังเคยคาดการไว้ว่าอัตราดอกเบี้ยใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้วถ้าวัตถุประสงค์ที่ต้องการที่ให้อัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงก็เชื่อว่าใกล้จะจบแล้วและอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ
14 วัน หรือ RP 14
วันน่าจะถึงจุดที่ไม่ต้องปรับเพิ่มแล้วซึ่งไม่ต่างจากความเห็น
รมว.คลัง
อย่างไรก็ตาม
กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการที่จะบรรเทาช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) เสนอให้แก่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งมี 5 มาตรการ คือ
1.มาตรการเกี่ยวกับพลังงาน
2.มาตรการเกี่ยวกับการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
3.มาตรการเกี่ยวกับการลดรายจ่าย
4.มาตรการเกี่ยวกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐบาล และ
5.มาตรการเกี่ยวกับในการใช้สร้างบรรยากาศในการลงทุนที่ดี
ซึ่งนายทนง ได้สั่งให้ สศช. ดูแล 5 มาตรการ เสนอ ครม. นั้น
ส่วนไหนที่กระทรวงการคลังมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องมาดูและสังเคราะห์
ถ้ามีความเหมาะสมและเป็นไปได้ก็จะหามาตรการช่วยเหลือ เพื่อนำเสนอ ครม.
ต่อไป ทั้งนี้สิ่งที่กระทรวงการคลัง โดยก่อนหน้านี้
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ สายเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า
ธปท. ได้ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2549 ลง 0.5%
เนื่องจากการใช้จ่ายในประเทศลดลง การใช้จ่ายภาครัฐลดลง
และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2549 เหลือ
4.25 –4.75% จากที่เคยประเมินไว้ในเดือนมกราคา 4.75-5.75%
แต่ยังคงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2550 ที่ 4.5 –6 % โดย ธปท.
ยังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก
ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น ในการประเมินครั้งนี้
ธปท.ได้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันใหม่ โดยน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ 61.5
ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และกรณีเลวร้ายที่สุดจะอยู่ที่ 69.3
ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งหากราคาน้ำมันสูงถึงระดับดังกล่าว
จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น
และมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะโน้มเอียงเติบโตที่ 4.25-4.75%
ส่วนภาวะเงินเฟ้อ ธปท. มีการปรับประมาณการใหม่ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป
อยู่ที่ 4-5% จากเดิม 3.5-5% เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับเดิม 2-3%
โดย ธปท. เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงได้
แม้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้น
เนื่องจากผลกระทบด้านราคาสินค้ามีไม่มากเท่าปีที่ผ่านมา
ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
ช่วยลดผลกระทบจากการนำเข้าน้ำมันได้
ประกอบการค่าใช้จ่ายในประเทศชะลอตัวลง ดังนั้น
จึงเชื่อว่าแรงกดดันต่อเงินเฟ้อน่าจะลดลง อย่างไรก็ตาม
เรื่องเงินเฟ้อยังเป็นแรงกดดันต่อการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินในครั้งหน้า
สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก ธปท.
ยืนยันว่ามีสาเหตุจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ
ที่เข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ทำให้เงินสกุลเอเชียแข็งค่าขึ้นทุกสกุล
โดยยังไม่เห็นภาวะการเก็งกำไร
แต่เงินทุนดังกล่าวน่าจะเป็นเงินระยะสั้นที่เข้า-ออกเร็ว
และสร้างความผันผวนให้ตลาดพอสมควร ซึ่ง ธปท. จะดูแลอย่างใกล้ชิด
โดยบริหารไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนที่ยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
จะเป็นแรงกดดันทำให้เงินในภูมิภาคและเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก
โดยคาดว่าจะเข้ามาลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เงินฝาก ปล่อยกู้
ตลาดพันธบัตร
จึงยังไม่เห็นการตอบสนองในการซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(ตลท.) นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า
เงินบาทไม่ได้แข็งค่าเกินกว่าเงินสกุลภูมิภาคอื่น ๆ
และผู้ส่งออกสามารถปรับตัวได้ดี โดยดูจากยอดการส่งออกในไตรมาส 1
ที่ยังขยายตัวได้ แม้ว่าไตรมาส 1 เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น
4.1% “ปัจจัยที่กำหนด
การส่งออกคือ ภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่ง ธปท.
ยังมั่นใจว่าจะขยายตัวในเกณฑ์ที่ดี โดย ธปท.คาดว่า
มูลค่าส่งออกสินค้าปีนี้จะเติบโตร้อยละ 11-13
มูลค่าการนำเข้าสินค้าเติบโต 7.5-9.5%
ดุลการค้าขาดดุลลดลงจากประมาณการเดิมคือ ขาดดุล 5,000-7,000
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัด อาจจะติดลบ 2,000
ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสมดุล” นายบัณฑิตกล่าว
ผู้จัดการรายวัน 1 พฤษภาคม
2549