สร้างความรู้ใหม่ : หัวใจของมหาวิทยาลัยชีวิต

มหาวิทยาลัยชีวิต 3

เขียนโดย รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ

 

สร้างความรู้ใหม่ : หัวใจของมหาวิทยาลัยชีวิต

ความรู้ที่ผู้คนสร้างเองเป็นความรู้มือหนึ่ง”  ส่วนความรู้ที่อยู่ในตำราเป็นความรู้มือสองปัญหาการศึกษาบ้านเราวันนี้ คือเรามีแต่ความรู้มือสอง ซึ่งมาจากการเรียนหนังสือการท่องหนังสือเรายังไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการเรียนรู้เราคิดว่าความรู้มีอยู่แล้ว ความจริงมีอยู่แล้ว เราเพียงแต่ไปท่องไปจำเอาความรู้นั้นและนำไปใช้เท่านั้น

นี่เป็นวิธีคิดแบบเส้นตรง” (linear) ที่มองการศึกษาแบบง่ายเกินไป (over-simplify) เหมือนสูตรคูณ “2x2=4” การศึกษาแบบสูตรคูณนำไปใช้ในชีวิตจริงๆ ไม่ได้ เพราะชีวิตไม่ได้เรียบง่ายและเป็นสูตรสำเร็จแบบสูตรคูณ แต่มีความซับซ้อน ต้องคิดหลายขั้นหลายตลบ ต้องแยกต้องโยงเป็นถึงจะอยู่รอดได้ 

การศึกษาแบบเก่าจึงแก้ปัญหาสังคมไม่ได้ เพราะปัญหาแต่ละอย่างมีความสลับซับซ้อน ต้องใช้ความรู้ใช้ปัญญาในการพิจารณาทั้งภาพรวมและภาพย่อย ไม่มีสูตรสำเร็จ เราจึงมักแก้กันด้วยอำนาจและเงิน ซึ่งเป็นเพียงยาแก้ปวดปัญหาส่วนใหญ่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคำสั่งและงบประมาณต้องใช้การศึกษา และต้องเป็นการศึกษาที่ดี  ที่ไม่ใช่การศึกษาแบบเก่า

การศึกษาแบบเก่าเรียนรู้แบบท่องจำทำให้คนคิดไม่เป็น เชื่อมโยงไม่เป็น คิดเป็นระบบไม่ได้ การศึกษาแบบนี้ทำให้คนว่านอนสอนง่าย อยู่ในระบบอุปถัมภ์ ถูกครอบงำ ไม่ตั้งคำถาม ไม่เถียง วิพากษ์ไม่วิจารณ์ไม่เป็น เพราะไม่เคยเรียนเรื่องการตั้งคำถาม ไม่เคยเรียนเรื่องการสร้างความรู้ใหม่ มีปัญหาจึงแก้ไขไม่ได้ ไม่ใช้เหตุผล ไม่ใช้ความรู้ ไม่ใช้ปัญญา แต่ใช้ความรุนแรง 

การเรียนรู้ใหม่ : กระบวนทัศน์การศึกษาใหม่   
      
การเรียนรู้ที่สร้างพลังการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการจัดระบบการศึกษาซึ่งมีกระบวนทัศน์ใหม่ กระบวนทัศน์หมายถึงวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง  ซึ่งที่เขียนไว้บ้างบนก่อนหน้านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทัศน์มหาวิทยาลัยชีวิต” 
        
สรุปโดยรวม ฐานคิดหรือปรัชญาของมหาวิทยาลัยชีวิตเป็นดังนี้

ก.
     คนไม่ได้เกิดมาโง่ จน เจ็บแต่ถูกทำให้โง่ จน เจ็บ และถูกครอบงำทำให้เชื่อสนิท  ว่าเป็นเช่นนั้นจริง (hegemony) แท้ที่จริง คนขาดโอกาสการเรียนรู้ โอกาสการพัฒนา สังคมไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่ให้ความเสมอภาค ถ้ามีโอกาส คนจำนวนมากจะพัฒนาตนเองและมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อชุมชนท้องถิ่นและสังคม

ข.
     ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง และไม่มีใครไม่รู้อะไรเลย มีแต่คนที่รู้บางอย่างและไม่รู้บางอย่าง” (เปาโล แฟรร์) มหาวิทยาลัยชีวิตเชื่อว่า ทุกคนมีประสบการณ์ มีความรู้อยู่ในตัว ถ้าหากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่น มีการจัดการความรู้อย่างมีหลักมีเกณฑ์ มีหลักวิชาประกอบก็จะกลายเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่า  มหาวิทยาลัยชีวิตจึงเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่เป็นการจัดการความรู้ ไม่ใช่การถ่ายทอดวิชาความรู้ และเคารพให้เกียรตินักศึกษาทุกคนในฐานะผู้รู้” (บางเรื่อง) ที่ต้องการเรียนรู้และพัฒนาตนเองร่วมกับอาจารย์และคนอื่นๆ

ค.
     การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้างความรู้ใหม่ ซึ่งเกิดมาจากข้างในแต่ละคน เกิดจากการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เอาความรู้มือสองจากตำรา จากอาจารย์ จากเพื่อนมาประกอบกับข้อมูลดิบหรือข้อมูลมือสองที่ได้จากการรวบรวมเพื่อสร้างความรู้มือหนึ่งซึ่งมีพลังสูงมากในการเปลี่ยนแปลงผู้คนและสังคม

ง.
      มหาวิทยาลัยชีวิตเน้นการเรียนรู้จักตนเองของผู้เรียน การค้นหารากเหง้าของตนเอง ของชุมชน สืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้เกิดสำนึก เกิดความภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด ภูมิปัญญาของปู่ย่าตายายบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าคนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหนก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน คนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย

จ.
     การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยชีวิตเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานและเป็นทุน ไม่แยกการศึกษาและการพัฒนาออกจากกัน เรียนไปด้วยปฏิบัติไปด้วย เรียนแล้วชุมชนที่ขาดแคลนข้าวก็มีข้าวกิน มีหนี้สินก็มีทางออก มีปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ร่วมกันแก้ไข ช่วยกันสร้างเสริมสุขภาวะ มีกองทุนมีสวัสดิการ มีความมั่นคงในอาชีพการงาน เรียนแล้วทำให้คนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนเอง

ฉ.
     มหาวิทยาลัยชีวิตสร้างบรรยากาศการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ใหม่เพื่อให้การเรียนรู้เหมาะกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ ซึ่งเป็นการค้นหาตนเอง ค้นหาศักยภาพ ค้นหาทุน ค้นหาปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของตนเองและของท้องถิ่น และนำไปสู่การพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองของนักศึกษาและของชุมชน การเรียนรู้แบบนี้ทำให้นักศึกษาเรียนแล้วช่วยตัวเองได้ ช่วยคนอื่นได้ไม่มีงานก็คิดงานใหม่ได้ ไม่ใช่นั่งรอให้คนมาจ้างอย่างเดียว

ช.
     การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยชีวิตทำให้คนรู้จักตนเอง รู้จักชุมชนท้องถิ่น และรู้จักโลกเปิดโลกทรรศน์ของตนเองให้กว้างไกล เชื่อมโยงกับโลกในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด การเปลี่ยนแปลงในชุมชนเป็นผลที่มาจากการเปลี่ยนแปลงในโลกอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่รอดและมีศักดิ์ศรีในโลกที่ไร้พรมแดนนี้