การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยา แห่งชุมชน ไม่ผุกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย..

 แม่ต้อยมีสมุดเล่มหนึ่งซึ่งได้รับจากเพื่อนๆ และแม่ต้อยชอบมากเนื่องจากเป็นสมุดที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ขออนุญาติจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริน้อมนำ " หลักในการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันทรงคุณค่ายิ่งมาพิมพ์ในสมุดเล่มนี้เพื่อเผยแพร่แก่
ปวงชนชาวไทยเพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจหลักในการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติในการเจริยรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ให้คนสามารถพึ่งตนเองได้ ขยายไปสู่ชุมชนเข้มแข็งและนำไปสุ่สังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขต่อไป
 
 หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประการหนึ่งที่จะขอนำมาเผยแพร่ในบทความเรื่องนี้คือเรื่อง " ไม่ติดตำรา"

การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยา แห่งชุมชน ไม่ผุกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย..

และเป้าหมายที่สำคัญของโครงการที่ต่อไปนี้ แม่ต้อยจะเรียกว่า " SHA" เพื่อให้สั้นและเป็นที่เข้าใจง่าย ก็เพื่อที่จะเจริยรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนด้านสุขภาพให้พึ่งพาตนเองได้ เข้าใจสภาพที่แท้จริงของชุมชน ใช้มิติทางด้านจิตใจ และสติปัญญาในการอยู่ร่วมกัน มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ระหว่างผุ้ให้บริการและผู้รับบริการ อันจะนำไปสู่ สังคมที่เอื้ออาทร และร่มเย็นเป็นสุขเป้นประการสำคัญ


 ดังนั้นในการประชุมในวันแรกอันเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันโครงการนี้ เราจึงได้มีการพูดคุยกันถึงแนวทางและ ทำความเข้าใจในเบื้องต้นของแนวความคิดนี้เสียก่อน  เพื่อให้ทุกคนมีฝัน หรือมีแรงบันดาลใจที่ใกล้เคียงกันนั่นเอง

 หลังจากที่อาจารย์ โกมาตรได้สร้างแรงบันดาลใจ และเสนอมุมมองอีกด้านของการพัฒนาไปสู่การยั่งยืนแล้ว  อีกวันต่อมาแม่ต้อยมีความประทับใจมากๆกับท่านวิทยากรที่ได้มาแลกเปลี่ยนแนวคิดนี้กับที่ประชุม ทั้งๆที่ทุกๆคนเคยทำงานร่วมกับแม่ต้อยมานานแสนนาน แต่วันนี้แม่ต้อยได้เห็นความสด ความใหม่ ที่อดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าต่อให้ฟังดังนี้คะ

 สาม.. มุมมอง..


 เป็นการสร้างเวทีสนทนา เพื่อให้เห็นว่าการสร้างเสริมสุขภาพที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้น บางที่อาจจะต้องคิดไปให้ไกล หรือคล้ายๆความคิดนอกกรอบ หรือความใฝ่ฝันสิ่งที่เราต้องการเห็นนั่นเอง วิทยากรในวันนั้น มีอาจารย์ วราวุธ สุรพฤกษ์  อาจารย์ นันทา อ่วมกุล และคุณหมออภิสิทธิ์ ฯจากโรงพยาบาลอุบลรัตน์

 "...เป็นการฉายภาพให้เห็นมุมมองอีกด้านของโรงพยาบาล...."

เริ่มจากคุณหมอวราวุธ ที่ประสบการณ์ของคุณหมอนั้นคลุกคลีตีโมงในชุมชนมาตลอด ตั้งแต่เราเริ่มโครงการมาเมื่อสี่ปีที่ผ่านมา

 ในความคิดและสายตาของคนไข้ที่มีต่อโรงพยาบาลนั้น.. เป้นเพียงส่วนหนึ่ง หรือเสี้ยวเล็กๆของความเชื่อ ความศรัทธา.เท่านั้น หากเราจะสังเกตดูให้ดี.."

" คนไข้หลายๆคนเมื่อมาหาหมอที่โรงพยาบาล หากยังไม่หาย เขาจะบอกว่าจะไปขอให้ทางบ้านรำปอบผีฟ้าให้ดีกว่า..


และบังเอิญหากว่าคนไข้คนนี้หายก็จะกลายเป็นศรัทธาที่ฝังจิตใจของเขา.."

" และที่แปลก..ไม่เคยเห้นคนไข้ฟ้อง หมอผี หมอตำแยให้เราได้เห็น.. เรายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่รู้จักและเข้าถึงคนไข้.."

คุณหมอนันทา ที่เป็นหลักด้านการสร้างเสริมสุขภาพของกรมอนามัย กล่าวว่า...

" ก่อนอื่น.. อยากจะทำความเข้าใจก่อนว่า ทุกวันนี้ที่เราเป็นหมอ เป็นพยาบาล เราต้องการเห็นอะไร?..


เราคงไม่ต้องการเห็นเพียงแค่การซ่อมแซมสุขภาพเท่านั้น แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เป็นความปราถนาของเราคือการที่ประชาชนมีสุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี..

" เดิมเรามักจะคิดว่าการสร้างเสริมสุขภาพเป็นการไปช่วยประชาชนให้เขาทำโน่นทำนี่ ..มีกิจกรรมต่างๆมากมายก่ายกอง.. แต่เราลืมไปว่าเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพนั้นเป็นเรื่องของทุกๆคนที่มาช่วยกัน ..ที่สำคัญคือ

เราต้องให้เขารู้ว่า ตอนนี้สุขภาพเขาเป็นอย่างไร?... เขาควรดูแลตนเองอย่างไร มันจะเชื่อมโยงไปถึง สภาพเศรษกิจและสังคมด้วย... อันนี้เป็นการเพิ่มความสามารถของมนุษย์.. กระบวนการเราต้องค่อยๆเปลี่ยนแนวความคิดนี้..

" แต่ก่อน เราเคยคิดมาตลอดว่า เรานั้นเป็น เจ้าของปัญหาสุขภาพ เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่เรา.. เราจึงเป็นเจ้าของ..


แต่ตอนนี้เราต้องค่อยๆคืนข้อมูลนี้ ปัญหานี้ให้กับประชาชน และช่วยกันคิดแก้ไข...ให้เจ้าของปัญหาที่แท้จริงมาช่วยคิด"

คุณหมออภิสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ที่ใครๆก็ กล่าวถึงว่าเป็นคนคิดนอกกรอบ ทำอะไรแปลกๆ มาร่วมวงสนทนาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม อบอุ่น อย่างคนที่เข้าใจกระแสเชี่ยวกรากของแนวคิดวัตถุนิยม

" อะไรที่ทำให้คุณหมอ..มาเป็นคนที่คิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น หรือที่เรียกว่าคิดนอกกรอบครับ?.. คุณหมอวราวุธ ถามตรงเป้าเลยละคะ

ด้วยใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้ม คุณหมอค่อยๆเล่าให้พวกเราฟัง ถึงชีวิตการทำงานในอดีต..

" สมัยก่อนผมก็เหมือนกับพวกเราทุกคนครับ..คิดตลอดเวลาว่าระบบสุขภาพ หรือโรงพยาบาลนั้นคือที่พึ่งของประชาชนเพียงอย่างเดียว.."


" ตอนนั้คนไข้มากล้นทั้งคนไข้นอกและคนไข้ใน คล้ายๆกับร้านขายอาหารที่ต้องแย่งเก้าอี้แย่งโต้ะ.. แต่อันนี้แย่งเตียงนอนป่วย.. คุณหมอบรรยายจนเห็นภาพชัดแจ๋ว..


" เราทำงานกันเหนื่อยมาก ทรุดโทรม ระบบที่เรามีก็ส่งเสริมในด้านทุนเต็มตัว..คือหากคนไข้มากจะได้เงินมากตามไปด้วย  คุณหมอตามด้วยดาบคมกริบที่สองอย่างไม่ยั้ง..อิอิ

 

" อยากจะเรียนไว้เลยครับว่า เมื่อคนไข้มากขึ้น เงินมากขึ้น แต่ปัญหาทุกอย่างก็จะมากตามมาแน่นอน..

" ในสังคมบ้านเราได้ถูกวางไว้โดยระบบใหญ่ว่าคนที่ท้อแท้สิ้นหวังจะต้องกลับไปที่ชนบท เพื่อรอใครสักคนมาช่วย..


ชาวบ้านจะพยายามกู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งลุกหลานไปเรียนหนังสือเพื่อเป็นเจ้าคนนายคนและมีเงินเดือนใช้ ปรากกการณ์และความเชื่อนี้ทำให้เกิดสิ่งหนึ่งคือการรอคอย วันที่ ๑ หรือ ๑๖ และทุกคนเป็นหนี้สิน

" การทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ต้องเข้าถึงชุมชนและสร้างให้เป็นจุดแข็ง ให้ได้ครับ เอาชาวบ้านมาร่วมให้ได้ ผมคิดว่าเพื่อนๆทุกๆคนในที่นี้ไปอยู่ที่รพ.ชุมชนด้วยความสมัครใจ ความตั้งใจ และที่นั่น เรามีอิสระที่จะทำให้ชาวบ้านเขายืนได้ด้วยตัวเขาเองจากแนวคิดเศรษกิจพอพียง  คือมีความรู้ในเรื่องของชุมชนอย่างลึกซึ้ง จริงจัง และ ต้องมีคุณธรรม มีความอดทน มีความอดกลั้น และมีความเพียรในการทำงานกับประชาชนให้เขาเห้นในศักยภาพเขาให้ได้  จุดอ่อนของชุมชน คือเศรษกิจตาโต( ทุนนิยม..แม่ต้อยแปล)

เป็นวงสนทนาที่แม่ต้อยคิดว่า เราได้เห็นผู้ที่อุทิศตนให้สังคมอย่างจริงใจ ทั้งสามท่านโดย ไม่หวังชื่อเสียง ใดๆ
              
สำหรับเรื่องราวของชาวบ้านที่สามารถประคับประคองชีวิตที่ถูกพิษเศรษกิจเล่นงานจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว และคุณหมออภิสิทธฺ์ได้ใช้โอกาสของการเป็นแพทย์ในโรงพยาบาล กระตุ้นให้คนที่เคยคิดสั้นกลับกลายเป็นผู้ที่ยืนได้ด้วยตนเอง และปัจจุบันเป็นที่เรียนรู้ของชาวบ้านมาแล้วคะ( เรื่องโอกาสทองของชีวิต)

หลังนั้นที่ประชุมก็ได้สนทนากลุ่มต่อเพื่อเรียนรู้เรื่องราวดีดี ที่มีมากมายในแต่ละโรงพยาบาล เอามาแลกเปลี่ยเรียนรู้

 


ซึ่งเรื่องราวดีดีจากกลุ่มนี้  แม่ต้อยจะเอามาเล่าให้ฟังต่อในโอกาสต่อไปคะ
วันนี้แม่ต้อยขอเอามาเล่าต่อเพียงเท่านี้นะคะ
สวัสดีคะ  และขอขอบคุณมากคะ