จิตนั้นเป็นสิ่งที่ว่าง ๆ ไม่มีสิ่งใด ไม่มีอะไร ไม่มีขาว ไม่มีดำ เป็นอะไรที่ใส ๆ สว่าง และ “บริสุทธิ์”

แต่จิตที่เราคิดว่าต้อง ฝึก ต้องปฏิบัติในทุกวันนี้ก็เนื่องด้วยมีกิเลส ตัณหา และกามราคะ ที่เปรียบเสมือนเมฆหมอกมาบดบัง ปกคลุม ทำให้แสงจากภายในไม่สามารถผ่องฉายแววใสออกมาได้ก็เท่านั้น

เวลาฝึกจิต ที่จริงไม่ต้องไปฝึกจิตเขาหรอก “ให้จิตเขาฝึกเรา”
จิตเขาก็อยู่ของเขาเฉย ๆ ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับเค้า
เรามีหน้าที่เอาเจ้ากิเลส ตัณหา และกามราคะ ที่หุ้มห่อ ปกคลุมจิตออกก็เท่านั้น

เมื่อไม่มีเครื่องหุ้มห่อจิต จิตก็จะเป็นจิต ใจก็จะเป็นใจ ชีวิตก็จะเป็น “ชีวิต”

ตอนนี้เราเองนั้นยังเป็นปุถุชนที่ยังมี “อารมณ์”
อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง
เราจึงเอาอารมณ์เป็นจิต เห็นจิตเป็น “อารมณ์”

การถือศีล ปฏิบัติธรรมนั้น เป็นการชำระล้างสิ่งที่เปื้อนจิตให้หลุดออก
ทำให้จิตเป็นจิต ทำให้จิตกลับไปจิตดวงเดิม

จิตดวงเดิมเขาดิ้นรน บ่งบอกเราเสมออยู่แล้วว่า เขาพร้อมที่จะปลดเปลื้องกิเลส
แต่ไอ้เรานี่เองแหละที่กลับกลัวว่า หมดกิเลสแล้วจะ “หมดรส หมดชาด…” คนเรามันก็ไปซะอย่างนั้น

คนทั้งหลายจึงไม่กล้าปฏิบัติ ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้า เพราะ “กลัวจะนิพพาน”
กลัวจะหมดสุข กลัวจะหมดสนุก กลัวจะไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน ไม่ได้เที่ยว “ไม่ได้สุข”

สุขกะจิ๊ดริดทั้งหลายที่ฉาบทาจิตนี้เอง เป็นเสมือนน้ำตาลไอซ์ซิ่งที่โรยอยู่บนโดนัท
หากเราใช้ชีวิตที่แทะเล็มความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางด้านเนื้อหนัง คือการหลับ การนอน การเที่ยวเตร่ต่าง ๆ ก็เปรียบเสมือนเราได้ลิ้มรสเฉพาะแต่เพียงน้ำตาลไอซ์ซิ่งบนโดนัท

แต่ถ้าหากเรากล้าอ้าปากกว้าง ๆ กัดโดนัทลงไปทั้งหมด เราจะได้ลิ้มรสแป้งที่แสนนุ่ม ลิ้มรสเนยที่หอมกรุ่น ลิ้มรสแยมสตรอเบอรี่หวาน ๆ ที่ซ่อนอยู่ในชิ้นโดนัทนั้น

นอกจากรสชาดน้ำตาลไอซ์ซิ่งที่ปลายลิ้นเราได้สัมผัสและหลงไหลมานานแสนนานแล้ว
กระเพาะอาหาร ลำไส้ และอวัยะต่าง ๆ ยังจะได้ประโยชน์จากแป้ง น้ำตาล ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินที่อุดมอยู่ในโดนัทชิ้นนั้น

ความสุขอันแสนวิเศษรอเราอยู่ภายในจิตแห่งนี้แล้ว
ความสุขอันเที่ยงแท้อันเป็นความสุขอันประเสริฐนั้นคือ “ความสงบ”


กล้าที่จะสุข ก็ต้องกล้าที่จะสงบ
ความสุขอื่นใดนั้นจะเหนือกว่าความสงบนั้นไม่มี...