เรียนชีววิทยามันต้องมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจ มากกว่าการท่องจำ

      เมื่อวานผมไปช่วย ดร.ปราณี ตัดเกรด วิชา "ชีววิทยาเบื้องต้น" สำหรับนิสิตที่ลงเรียน Summer จำนวน ๗๐ คน มี ๓ คนที่ไม่มาสอบ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุ ๒ คน และ withdraw ๑ คน ตอนแรกมี A ๓ คน แต่ผมเห็นว่า คนที่ได้ลำดับ ๓ นั้นคะแนนต่ำไปไม่ควรได้ A จึงมาปรับคะแนนใหม่ ได้ A ๒ คน B ๘ คน ที่เหลือส่วนใหญ่เป็น C และมี D อีกเล็กน้อย..ความจริงที่มน.เกรดเรามีประจุด้วย แต่ผมไม่กล่าวถึงเพราะไม่ใช่ประเด็นที่จะเล่า

       ในคนที่ได้ A ๒ คนนั้น คนที่หนึ่ง ทำคะแนนสูงห่างจากคนที่สองถึง ๑๐ คะแนน (ความจริงคิดเป็นเปอร์เซนต์แล้ว ดังนั้นจึงเท่ากับ ๑๐ %)  ผมจำเขาได้ดี จึงอยากจะเล่าวิธีคิดและความเชื่อของเขาด้านการเรียน....

      ตอนเปิดเรียน summer ผมได้มีโอกาสสอนเป็นคนแรก นิสิตคนนี้ก็เข้ามาหาผม มาเล่าให้ฟังว่า เดิมเขาเรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่เห็นว่ามันเรียนแบบ Applied มากไป เขาอยากจะเรียนแบบ Theory จึงขอย้ายมาคณะวิทยาศาสตร์ เอกฟิสิกส์

      อันที่จริงผมคิดว่า ส่วนหนึ่งที่เขามาเล่าให้ผมฟัง เพราะผมกระตุ้นด้วยคำถามในชั้นว่า "เหตุไร พวกเธอจึงต้องมาเรียน Summer" ซึ่งเหตุผลก็มีกันต่างๆ นานา

      เรื่องของนิสิตคนนี้ เป็น Case Study ที่ดีคนหนึ่ง คือ เนื่องจากว่าแกสนใจจะเรียนทางด้านฟิสิกส์ และวิศวะมาตั้งแต่แรก แกจึงไม่ได้สนใจเรียนวิชาชีววิทยา และห่างเหินกับวิชานี้มาหลายปี ตอนปี ๑ อยู่คณะวิศวฯ ก็ไม่ได้เรียน

      ทีนี้พอย้ายคณะ มาอยู่คณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ ไม่อยากให้ตกแผนการเรียน จึงมาลงเรียน Summer (ต้องจ่ายเงินประมาณ ๖ พันบาท/๑ ซัมเมอร์) และในบรรดาผู้ที่เรียนวิชานี้ ๗๐ คน มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่เคยเรียนวิชานี้ในมหาวิทยาลัยมาก่อนเลย

      ผมสังเกตนิสิตคนนี้ตอนเรียนแรกๆ แกคงหนักใจอยู่บ้าง แต่ว่าเขาเป็นคนเปิดใจไม่สร้างกำแพงกับวิชานี้ คือไม่สร้างทัศนคติให้กับตัวเองว่าตัวเองไม่ชอบวิชานี้ พยายามปรับตัวให้เกิด "ฉันทะ" ในวิชานี้ แล้วก็จะเรียนอย่างมีความสุข

      ผมสังเกตว่า เขาไม่เคยขาดเรียน หน้าตายิ้มแย้มตลอดเวลา แสดงว่าเรียนอย่างมีความสุข ผู้สอน Assign ให้ทำอะไรก็ทำ กำหนดส่งเมื่อไรก็ส่ง ไม่เคยขาด งานที่ทำอาจจะไม่โดดเด่นกว่าผู้อื่น แต่มีความสมำเสมอ เสมอต้นเสมอปลาย

     มีอยู่ครั้งหนึ่งผมสอนปฏิบัติการ ท้ายคาบให้ Present รายกลุ่ม โดยมีกระดาษ Chart ที่ร่วมกันทำ นำออกไปด้วย กลุ่มอื่นๆ เวลา Present จะต้องอ่านโพย (โพย มาจากคำว่า โพยก๊วน ในสมัยรัชกาลที่ ๕) แต่สำหรับเขาอธิบายได้จากความเข้าใจ.."เรียนชีววิทยามันต้องมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจ มากกว่าการท่องจำ"

     ตอนนั้นผมคิดว่า เขาคงเรียนผ่านวิชานี้ไปได้สบาย แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้ A.... ช่วงสอบ Final คะแนนสอบ Lecture ผมมี ๔๐ คะแนน เขาทำ Part ของผมได้ ๓๔ คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดอยู่แล้ว แต่ผมมีคะแนนการส่งสมุดให้ตรวจบวกเพิ่มเข้าไปอีก ดังนั้นเขาจึงเป็นคนเดียวที่ได้เต็มใน Part ของผม

     ส่วนคะแนน ในอีก ๒ Part เขาก็ทำได้ดี คะแนนรวมจึงเป็นอันดับ ๑ ห่างจากอันดับ ๒ ประมาณ ๑๐ เปอร์เซนต์

     โดยสรุปแล้วเขานำความรู้ปัจจุบัน มาใช้ในการเรียนและสอบ ส่วนนิสิตคนอื่นๆ เวลาสอบมักนำความรู้เดิมๆ มาตอบข้อสอบ ตัวอย่างเช่น ผมสอนว่า เวลาข้อสอบถามว่า สัตว์ใน Phylum Chordata มีลักษณะเฉพาะว่าอย่างไร...ข้อหนึ่งต้องตอบว่า เป็นสัตว์ที่มี Notochord อย่าตอบว่าเป็นสัตว์ "มีกระดูกสันหลัง" น๊ะ

      พอออกข้อสอบจริง ข้อนี้ ตอบ "สัตว์มีกระดูกสันหลัง" มาประมาณ ๗๐ % ทีเดียว เพราะว่าใช้ความจำที่เป็นความรู้เดิม

      ผมเห็นว่าคนที่เรียนหนังสือกันในปัจจุบัน ที่มีความรู้สูงๆ ตอบข้อสอบได้ แต่เวลาถามจะให้อธิบายให้เข้าใจ กลับตอบไม่ได้ สื่อสารไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือการสอบแบบ Multiple choice ดังนั้นเวลาออกข้อสอบ ผมจึงออกข้อสอบให้บรรยาย ๑ ข้อ กับเติมคำ ๑ ข้อ ปรากฎว่าสอบตกกันเกือบยกห้อง ทั้งๆ ที่ผมบอกไว้แล้วว่าจะออกอย่างไร

     อย่างไรก็ตาม ผมภาคภูมิใจที่ใน Summer นี้ มีนิสิต ๑ คน จาก ๗๐ คนที่เข้าใจวิธีการสอนของผม และสามารถทำคะแนนได้ดีกว่านิสิตที่บอกว่า ตัวเองชอบเรียนวิชาชีววิทยาเสียอีก ซึ่งเขาก็คือคนที่เข้าใจตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และนับเป็น Learning Person คนหนึ่งเลยทีเดียว และเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนความเชื่อของผมที่ว่า "การเรียนให้ได้ A ไม่ยากอย่างที่คิด หากเราทำลายกำแพงเพื่อเปิดใจ

      

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์  
神奇的蜂爷
  
(shen2  qi2  de1  feng1  ye2)