3.3.2        กรณีบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน

 

เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับสถานะและสิทธิ อาศัยอยู่ในประเทศไทยหลายกลุ่ม ทั้งที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมแต่ตกสำรวจจากทางราชการ และกลุ่มที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง เศรษฐกิจ และความไม่ปลอดภัยในชีวิต โดยบางส่วนไม่สามารถส่งกลับประเทศต้นทางได้ ซึ่งนับวันคนต่างด้าวกลุ่มนี้จะยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎว่ามีคนต่างด้าวจำนวนไม่น้อยที่เกิดในประเทศไทย แต่ยังไม่มีสถานะทางทะเบียน จึงทำให้คนต่างด้าวกลุ่มนี้ไม่เอกสารแสดงตนเพื่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ในระหว่างรอการพิสูจน์สถานะบุคคลตามกฎหมายไทย

ประกอบกับ กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่มีต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 ว่า “ประชาชนที่อยู่ในประเทศเขามีมานานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นคนไทย คือ เขาไม่ถือว่าเป็นคนไทยแท้จริง เขาอยู่และเกิดในเมืองไทย แต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์ของความเป็นไทย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะต้องปฎิบัติเหมือนกัน เพราะว่าถ้าหากว่ามีคนที่อยู่ในเมืองไทยและมีความน้อยใจมาก ไม่มีใครเอาใจใส่ก็จะทำให้ความั่นคงของประเทศด้อยไป”

ดังนั้น เพื่อให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขบนพื้นฐานของการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์(human dignity) อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล โดยตระหนักถึงคุณค่าความหลากหลายทางความคิด วิถีชีวิต และวัฒนธรรม รวมถึงความมั่นคงของชาติ  จึงก่อให้เกิดยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548[1]  อันเป็นที่มาของระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. 2548 ที่ให้มีการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติแก่กลุ่มบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งสามารถจำแนกคนต่างด้าวกลุ่มนี้ได้ 6 กลุ่ม [2]ได้แก่  

1. บุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยนานแล้ว  ซึ่งอาจจะเป็น

1. กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมแต่ตกสำรวจจากทางราชการ ตามกฎหมายถือว่าคนเหล่านี้มีสัญชาติไทย ดังนั้น จึงมีการแก้ปัญหาโดยกำหนดให้มีระเบียบเพื่อตรวจสอบพิสูจน์ทราบตัวบุคคล นำเข้าสู่ระบบเพื่อให้มีสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ อาทิ กรณีชาวไทยภูเขาดั้งเดิมในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นต้น หรือ

2. กลุ่มที่อพยพมาจากนอกประเทศแต่อาศัยอยู่มานานหรือทำประโยชน์ ซึ่งทางราชการรับรองสถานะให้อาศัยอยู่ถาวร

2.1 คนกลุ่มนี้อพยพเข้ามาในลักษณะของการหนีภัยจากประเทศต้นทาง โดยเข้ามาในลักษณะของผู้หลบหนีเข้าเมือง ในระยะแรกทางราชการได้มีการจัดทำทะเบียนประวัติออกบัตรให้ถือไว้ควบคุม และผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราวในพื้นที่ที่กำหนดเพื่อรอการส่งกลับ แต่ภายหลังได้อาศัยอยู่มานานจนผสมกลมกลืนรวมทั้งทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ จึงมี การรับรองสถานะให้อาศัยอยู่ถาวรเป็นรายกลุ่ม อาทิ ชาวเวียดนามอพยพ อดีตทหารจีนคณะชาติ ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากพม่าและกัมพูชา เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการรับรองสถานะไปแล้วจำนวนหนึ่ง ยังคงเหลือที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอีกจำนวนหนึ่ง

2.2 การรับรองสถานะให้อาศัยอยู่ถาวร ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องใน 2 รูปแบบ คือ

1) ให้สถานะบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 17 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี) และสามารถแปลงสัญชาติเป็นไทยในโอกาสต่อไป (มาตรา 10 , 11 , 12 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508)

2) บุตรที่เกิดในประเทศไทยจากบุคคลข้อ 1 ได้รับสัญชาติไทย (มาตรา 7 ทวิวรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี)

3. กลุ่มที่อพยพมาจากนอกประเทศ และยังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทาง เป็นกลุ่มคนในลักษณะเช่นเดียวกับข้อ 2 แต่ยังไม่มีคุณสมบัติในการได้รับสถานะให้อาศัยอยู่ถาวรหรืออยู่ระหว่างที่ภาครัฐพิจารณากำหนดนโยบาย จึงมีการทำทะเบียนประวัติและออกบัตรให้ถือไว้ พร้อมทั้งผ่อนผันให้อยู่อาศัยชั่วคราวตามหลักมนุษยธรรม อาทิ ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่าที่อพยพเข้ามาหลัง 9 มีนาคม 2519 เป็นต้น

แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคล

(1) ดำเนินการแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุคคลที่มี เชื้อสายไทยที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียน และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด

(2) ให้สัญชาติไทยแก่บุตรที่เกิดในประเทศไทยของ คนต่างด้าวตามข้อ (1) ที่ได้รับแปลงสัญชาติเป็นไทย หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้สืบสายโลหิตของบุคคลดังกล่าว

(3) ให้สถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันเป็น

เวลานานไม่ต่ำกว่า 10 ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทย และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทาง หรือไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใด ๆ กับประเทศต้นทางตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด

(4) ให้สัญชาติไทยแก่บุตรของคนต่างด้าวตามข้อ (3) ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด

2.เด็กหรือบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาในประเทศไทยแต่ไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย โดยมากเป็นบุตรหลานของบุคคลที่อพยพเข้ามาประเทศไทยนานแล้ว และบุตรหลานของแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ที่ศึกษาในสถานศึกษาในประเทศไทย

แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคล  มีนโยบายให้สัญชาติไทยแก่บุคคลที่เกิดหรืออาศัยอยู่ในประเทศและจบการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย ทั้งนี้ กระบวนการให้สัญชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย และสำหรับเด็กที่ยังไม่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณากำหนดสถานะในกลุ่มผู้ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว

3. บุคคลที่ไร้รากเหง้า ซึ่งไม่ทราบที่มา หรือไม่มีจุดเกาะเกี่ยวที่ชัดเจน อาทิ เด็กที่ขาดบุพการี หรือบุพการีทอดทิ้ง

แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคล  มีนโยบายให้สัญชาติไทยแก่บุคคลดังต่อไปนี้

(1) บุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์และมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการและอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานอย่างน้อย ๑๐ ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทยและมีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด

(2) บุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งที่ได้รับสถานะเป็นบุตรบุญธรรมตามคำสั่งของศาล เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย

4. บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ  ได้แก่ บุคคลซึ่งมีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ในด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการกีฬา รวมทั้งด้านอื่น ๆ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควร

แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคล มีนโยบายให้สัญชาติไทย

5. แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติที่พิสูจน์สัญชาติไม่ผ่าน ได้แก่ แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ได้รับ การจดทะเบียนแต่ไม่สามารถเดินทางกลับได้เนื่องจากประเทศต้นทางไม่ยอมรับ

แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคล  ให้ได้รับสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศชั่วคราว และเข้าสู่กระบวนการพิจารณากำหนดสถานะ หากไม่สามารถกำหนดสถานะได้ให้นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสถานะโดยกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาคราชการ ภาควิชาการ และภาคประชาชนพิจารณากำหนดแนวทางการให้สถานะที่เหมาะสมตามมาตรการระยะยาวแนบท้ายยุทธศาสตร์นี้

6. กลุ่มอื่นๆ คือ กลุ่มคนอื่น ๆ ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร อาจเป็นกลุ่มคนดั้งเดิม หรือกลุ่มที่อพยพมาจากนอกประเทศซึ่งยังตกค้างอยู่ในประเทศไทย และยังไม่เคยได้รับ การสำรวจ

แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคล 

(1) ให้สิทธิการอาศัยอยู่ชั่วคราวแก่กลุ่มคนต่างด้าวทั้งในส่วนที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วและที่จะมีการสำรวจจดทะเบียนเพิ่มเติม ซึ่งไม่มีคุณสมบัติในการขอรับสถานะตามหลักเกณฑ์ข้างต้นดังกล่าว และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ โดยบุคคลดังกล่าวต้องไม่มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง

(2) กำหนดให้คณะอนุกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาคราชการ ภาควิชาการ และภาคประชาชน พิจารณากำหนดแนวทางการให้สถานะที่เหมาะสม

 

ข้อสังเกต

กลุ่มที่ทางราชการมีนโยบายดูแลเป็นการเฉพาะโดยมีเป้าหมายในเรื่องการส่งกลับชัดเจน 2 กลุ่มหลัก คือ  1. กรณีผู้หนีภัยการสู้รบในที่พักพิง ให้อยู่ชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ หรือส่งไปประเทศที่สาม และ 2. กรณีแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 3 สัญชาติ (พม่า ลาว และกัมพูชา) ซึ่งมีเป้าหมายในเรื่องของการส่งกลับ และปรับเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้อง

 

แนวทางการเข้าสู่ทะเบียนราษฎรไทย

คนต่างด้าวไม่มีสถานะทางทะเบียนเหล่านี้มีสิทธิเข้าสู่การบันทึกในทะเบียนราษฎรใน ทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ท.ร.38ก ด้วยวิธีการตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ.2548 [3]

โดยกำหนดแบบพิมพ์ทะเบียนประวัติเป็นแบบ ท.ร. 38 ก  และกำหนดเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักเป็นบุคคลประเภท 0 กลุ่ม 89 กล่าวคือเลขหลักแรกเป็นเลข 0 ส่วนเลขหลักที่หกและหลักที่เจ็ดเป็นเลข 8 และ 9 คือ 0-xxxx-89xxx-xx-x  

โดยกำหนดให้มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพในการสำรวจบุคคลกลุ่มเป้าหมาย เช่น โรงเรียนและสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนรับผิดชอบการสำรวจเด็กนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร ที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษา  หน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมราชทัณฑ์ รับผิดชอบการสำรวจบุคคลไร้รากเหง้าที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร  สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นรับผิดชอบการสำรวจกลุ่มชนกลุ่มน้อยที่ตกสำรวจ เป็นต้น[4]

หลังจากหน่วยงานดังกล่าวสำรวจแล้ว จะส่งให้ส่งแบบสำรวจให้สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่ดังกล่าวจัดทำทะเบียนประวัติตามแบบ ท.ร. 38 ก  และกำหนดเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ต่อไป

ทั้งนี้ บุคคลกลุ่มที่ได้รับการพิสูจน์สถานะบุคคลที่แท้จริงตามกฎหมายไทยหรือได้รับการกำหนดสถานะบุคคลใหม่ตามมติคณะรัฐมนตรี ก็จะได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสถานะบุคคลในเอกสารทะเบียนราษฎร  โดยจะได้รับการกำหนดเลขประจำตัวประชาชนใหม่ และเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.13 หรือ ท.ร.14 แล้วแต่กรณีตามสถานะบุคคล และสิทธิอาศัยที่ถูกต้องต่อไป

ในการนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์จึงขอนำเสนอ ตัวอย่างกรณีศึกษาของคนต่างด้าวในประเภทนี้ ดังต่อไปนี้

 

กรณีศึกษาที่ 12  เด็กหรือบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาในประเทศไทยแต่ไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย : กรณีนายหนุ่มแก้ว แก้วคำ[5]  

นายหนุ่มแก้ว    แก้วคำ เกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์  2537 ณ บ้านหาดชมพู  หมู่ที่ 5 ต.ท่าตอน  อ. แม่อาย  จ.เชียงใหม่  เป็นบุตรของนายโยและนางหนุ่ม ชนชาติพันธุ์ไทยลื้อที่อพยพมาจากสิบสองปันนาประเทศจีน ซึ่งเข้ามาในประเทศไทยทางท่าขี้เหล็ก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายเมื่อ พ.ศ.2532  

ในขณะเกิดนั้นนายหนุ่มแก้วไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนตามมาตรา 7ทวิวรรคหนึ่งแห่งพระราช บัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 จึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าว และไม่ปรากฎว่ามีสัญชาติของรัฐใดเลย จึงประสบปัญหาความไร้สัญชาติตั้งแต่เกิด และถูกถือเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 บุพการีของนายหนุ่มแก้วได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูงตามแผนแม่บท(ชุมชนบนพื้นที่สูง ) โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และมีเลขประจำตัว 6-xxxx-72xxx-xx-x แต่ไม่ปรากฎว่ามีชื่อนายหนุ่มแก้วในการสำรวจครั้งนั้น เนื่องจากบิดาเห็นว่านายหนุ่มแก้วยังเล็กอยู่บิดาจึงไม่ได้พาไปด้วย ทำให้นายหนุ่มแก้วตกหล่นการสำรวจ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2550 ในขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนบ้านท่ามะแกง ทางโรงเรียนได้สำรวจเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และส่งไปให้ทางอำเภอแม่อายดำเนินการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนในกลุ่มเด็กในสถานศึกษา นายหนุ่มแก้วจึงได้รับการสำรวจและได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน(ท.ร.38ก) และถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเลขประตัว 0-xxxx-89xxx-xx-x และมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยเช่นเดียวกับบุพการีอันเป็นไปตามหลักความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในครอบครัว (family unity) และมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าว ที่ได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติ ท.ร.38  

กรณีศึกษาที่ 13  เด็กหรือบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาในประเทศไทยแต่ไม่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย : กรณี ด.ช. วิษณุ บุญชา[6]

ด.ช.วิษณุ เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2537 ที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เป็นบุตรของนางปัญจราคนเชื้อสายมอญที่เกิดในประเทศไทย และนายเล็กคนเชื้อสายมอญที่อพยพมาจากประเทศพม่าเมื่อ 20 ปีก่อน  ปัจจุบัน ด.ช.วิษณุ และครอบครัว อาศัยอยู่ที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

และเมื่อวันที 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552  ด.ช.วิษณุ ในฐานะเด็กที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาในประเทศไทยแต่ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย อันเป็นกลุ่มบุคคลเป้าหมายตามมติครม.ว่าด้วยการจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล วันที่ 18 มกราคม 2548 ได้รับการสำรวจโดยโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ และสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. 2548 โดยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการกำหนดเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก  

ดังนั้น จึงถือได้ว่า ด.ช.วิษณุ กำลังจะก้าวสู่ความเป็นต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทยประเภททะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ท.ร. 38

 

กรณีศึกษาที่ 14  บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ :กรณีอาจารย์อายุ นามเ