3.3         หลักสิทธิมนุษยชน

 

จากการศึกษาค้นคว้า ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์พบว่ารัฐไทยยอมรับบันทึกคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทยภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน (Human Right) เพื่อคุ้มครองสิทธิในชีวิตของบุคคล เมื่อการส่งคนต่างด้าวนั้นกลับไปยังประเทศต้นทางจะเป็นภัยแก่ชีวิต เพื่อรับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมายในกรณีที่บุคคลต่างด้าวนั้นเป็นคนไร้รัฐ (Stateless Person)  เป็นคนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล(Unidentified Persons)[1] ทั้งกรณีที่พบว่าบุคคลต่างด้าวนั้นเป็นคนไร้รากเหง้า[2] หรือ คนไม่ไร้รากเหง้าแต่ไม่สามารถส่งกลับไปยังประเทศต้นทางได้

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่ผูกพันธ์รัฐไทย  ทั้งจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ปรากฎตัวในรูปแบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ในข้อ 6 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 ซึ่งวางหลักให้บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่า ณ ที่ใด  และข้อ 16 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง และสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966ที่วางหลักว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะไดรั้บการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในที่ทุกสถาน

ภายใต้กฎหมายและนโยบายของรัฐไทย   รัฐไทยยอมรับบันทึกคนต่างด้าวกลุ่มนี้ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยโดยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ 1.เพื่อเคารพต่อสิทธิในชีวิตในกรณีที่คาดได้ว่าหากส่งกลับไปแล้วบุคคลดังกล่าวอาจมีอันตรายแก่ชีวิต ดังนั้น เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิในชีวิต รัฐไทยจึงไม่รีรอที่จะบันทึกตัวคนต่างด้าวกลุ่มนี้ในทะเบียนราษฎรไทย  2.เพื่อเยียวยาความไร้รัฐ ในกรณีที่รัฐไทยพบว่าคนต่างด้าวนั้นเป็นคนไร้ซึ่งรัฐเจ้าของตัวบุคคล รัฐไทยก็ไม่รีรอที่จะบันทึกตัวคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทย เพื่อรับรองความขจัดความไร้รัฐให้แก่คนต่างด้าวนั้น และ3. เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในครอบครัว(family unity) ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่สนับสนุนให้บุคคลในครอบครัวเดียวกันได้อาศัยอยู่ร่วมกันเพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งในสังคม ด้วยเหตุดังกล่าว รัฐไทยจึงสมัครใจยอมรับบันทึกตัวคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทย

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่าการบันทึกตัวคนต่างด้าวโดยหลักสิทธิมนุษยชนนี้ มีทั้ง 1.กรณีมีกฎหมายภายในรองรับให้บันทึกในทะเบียนราษฎรสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน(ท.ร.38ก) ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา  แห่งพรบ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 (เดิม)หรือและ2.กรณียังไม่มีกฎหมายภายในรองรับ เช่น กรณีที่รัฐไทยโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ได้มีความร่วมมือกันในการบันทึกคนต่างด้าวในศูนย์พักพิงทั้ง 9 แห่งในปี พ.ศ. 2550 ทั้งที่ รัฐไทยยังมิได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย และยังไม่ปรากฎมีกฎหมายภายในรองรับ แต่การกระทำนี้ก็เป็นไปภายใต้หลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนอันเป้นจารีตประเพณีระหว่างประเทสที่ได้รับการยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานในนานาอารยประเทศ

ในการนี้ ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์จะได้ทำการศึกษาการเข้าสู่ทะเบียนราษฎรของคนต่างด้าวกลุ่มนี้ โดยจำแนกเป็นสามกลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.ชนกลุ่มน้อยซึ่งหนีภัยความตายมาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว 2.บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน(ตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล) และ 3.คนต่างด้าวซึ่งหนีภัยความตายเข้ามาอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง ดังต่อไปนี้


ตาราง : การเข้าสู่ทะเบียนราษฎรของคนต่างด้าวโดยหลักสิทธิมนุษยชน

สถานการณ์

มูลเหตุ

ก.ม.ระหว่างประเทศ

ก.ม.ภายใน

กระบวนการเข้าสู่ทะเบียนราษฎร

กรณีศึกษา

กม.คนเข้าเมือง

กม.ทะเบียนราษฎร

1.มีกฎหมายภายในรองรับ

1.1.ชนกลุ่มน้อยซึ่งหนีภัยความตายมาจากประเทศเพื่อนบ้าน(ทะเบียนประวัติ 17 แบบ)

- เป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

- หนีภัยต่อชีวิต

- ประสบความไร้รัฐไร้สัญชาติ

-  หลักสิทธิมนุษยชน:การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในชีวิต

-  ข้อ 6แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

หลักความยินยอมของรัฐ(consent of state)

 

-  สิทธิเข้าเมือง

ม.17 พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ???

สิทธิอาศัย

อาจได้รับการพัฒนาให้มีสิทธิอาศัยตาม ม.17 พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

สิทธิในการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร

ม. 8+12+13 พรบ.ทะเบียนราษฎร 2534 

ม.38 วรรคสอง  พรบ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551

(ถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้นในอนาคต)

เพิ่มชื่อในทะเบียนประวัติ

มีโอกาสได้รับการพัฒนาสถานะบุคคลไปสู่ ท.ร.13>ท.ร.14

เกิดนอกไทย

นายสามแสง นายนวลเกิดในไทย

-นางสาวบัวติ๊บ นายนวล

-พระวันวิวาห์อภิญญาโณ

1.2.บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน
(เข้าสู่ ท.ร.38ก)

- undoc.

- 6 กลุ่ม

 

สิทธิเข้าเมือง

ม.17 พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

สิทธิอาศัย

ม.54, 57,58 พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

สิทธิในการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร

ม. 38 พรบ.ทะเบียนราษฎร 2534

ม.19/2, ม. 38 วรรคสอง พรบ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551

-เพิ่มชื่อในทะเบียนประวัติตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. 2548

ได้รับการบันทึกแล้ว

- อาจารย์อายุ นามเทพ
(กลุ่มผู้ทำคุณประโยชน์)

- หนุ่มแก้ว แก้วคำ,สองเมือง นายยงค์(เด็กในสถานศึกษา,ญาติของบุคคลที่ได้รับการสำรวจแล้ว)

- ควรได้รับการบันทึก

-วิษณุ(เด็กในสถานศึกษา) 

2.ไม่มีกฎหมายภายในรองรับ

คนต่างด้าวในค่ายผู้ลี้ภัย(ทะเบียนผู้ลี้ภัย)

- หนีภัยการสู้รบ

- หนีภัยการละเมิด HR

- เพื่อนบ้าน

-    ม.54 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

-    สิทธิในการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร

????

-     การเจรจาระหว่าง UNHCR กับ รัฐไทย ???

   

ผู้อพยพในค่ายต่างๆ


3.3.1         กรณีชนกลุ่มน้อยซึ่งหนีภัยความตายมาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้วและได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติ 17 แบบ

 

เนื่องจากคนต่างด้าวกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้วไม่ว่าจะด้วยเหตุทางการเมือง เช่น กรณีมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ หรือหนีภัยการสู้รบหรืออพยพย้ายถิ่นธรรมดา หรือการอพยพกลับประเทศไทยของกลุ่มบุคคลเชื้อสายไทย และไม่สามารถส่งกลับไปได้ เนื่องจากเล็งเห็นได้ว่าหากส่งกลับไปจะเป็นภัยแก่ชีวิต ประกอบกับคนต่างด้าวกลุ่มนี้ประสบปัญหาความไร้รัฐเพราะไม่ได้รับการบันทึกชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลย ดังนัน้ เพื่อความมั่นคงทางประชากร รัฐไทยจึงได้มีนโยบายสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติให้กับคนต่างด้าวกลุ่มนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2517  โดยทำการบันทึกในในแบบพิมพ์ทะเบียนประวัติ 17 แบบ[3]  ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา และดำเนินการสำรวจครั้งสุดท้ายตามโครงการมิยาซาวา เมื่อปี พ.ศ. 2542  ทั้งนี้เป็นไป ตามบทบัญญัติบทบัญญัติมาตรา 8 มาตรา 12[4]  และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534