พิการ

นิยามคนพิการ

          คือ บุคคลซึ่งความสามารถถูกจำกัด ในการปฏิบัติกิจกรรม ในชีวิตประจำวัน และมีส่วนร่วมทางสังคม ได้โดยวิธีการทั่วไป เนื่องจากมีความพกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาหรือการเรียนรู้ และ มีความต้องการจำเป็นพิเศษด้านต่าง ๆ เพื่อสามารถดำเนินชีวิต เพื่ออยู่ร่วมกับคนในสังคมอย่างอย่างเท่าเทียมกัน

ประเภทความพิการ  มีทั้งหมด 5 ประเภท

     ตามพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ได้ให้นิยาม “ คนพิการ ”
      และ “ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ” ว่า “ คนพิการ ” หมายความว่า คนที่มีความผิดปกติหรือบกพร่องทางร่างกาย ทางสติปัญญา  หรือทางจิตใจ ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
      “ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ” หมายความว่า การเสริมสร้างสมรรถภาพ หรือการเสริมสร้าง
      ความสามารถของคนพิการให้มีสภาพดีขึ้นโดยอาศัยวิธีการทางการแพทย์ ทางการศึกษา ทางสังคม และการฝึกอาชีพ เพื่อให้คนพิการได้มีโอกาสทำงาน หรือดำรงชีวิตในสังคมทัดเทียมคนปกติ
      ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ( พ.ศ. 2537 ) ออกตามความในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และมาตรา 20 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขได้กำหนดให้คนพิการมี 5 ประเภท โดยแต่ละประเภทมีลักษณะ ดังนี้
      1) คนพิการทางการมองเห็นได้แก่
      (ก) คนที่มีสายตาข้างที่ดีกว่าเมื่อใช้แว่นสายตาธรรมดาแล้วมองเห็นน้อยกว่า 6/18 หรือ 20/70 ลงไปจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่าง หรือ
      (ข) คนที่มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา
      2) คนพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย ได้แก่
      (ก) คนที่ได้ยินเสียงที่ความถี่ 500 เฮิรตซ์ 1000 เฮิรตซ์ หรือ 2000 เฮิรตซ์ ใน หู ข้างที่ดีกว่าที่มีความดังเฉลี่ยดังต่อไปนี้
      (1) สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี เกิน 40 เดซิเบล ขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง
      (2) สำหรับคนทั่วไปเกิน 55 เดซิเบล ขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง หรือ
      (ข) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องในการเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูด จนไม่สามารถสื่อความหมายกับคนอื่นได้
      3) คนพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว ได้แก่
      (ก) คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน และ ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวันได้ หรือ
      2
      (ข) คนที่มีการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวมือ แขน ขา หรือ ลำตัว อันเนื่องมาจากแขนหรือขาขาด อัมพาตหรืออ่อนแรง โรคข้อ หรืออาการปวดเรื้อรัง วมทั้งโรคเรื้อรังของระบบการทำงานของร่างกายอื่น ๆที่ทำให้ ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักในชีวิตประจำวัน หรือดำรงชีวติในสังคม เยี่ยงคนปกติได้

      4) คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม ได้แก่ คนที่มีความผิดปกติหรือความ บกพร่องทาง จิตใจ หรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์ ความคิด จนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่จำเป็นในการดูแลตนเองหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น
      5) คนพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ ได้แก่ คนที่มีความผิดปกติหรือความ บกพร่องทาง สติปัญญาหรือ สมองจนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยวิธีการศึกษาปกติได้
      อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาเห็นว่า การจำแนก ประเภทคนพิการตามกฎกระทรวงของกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวไม่
      ค่อยจะสอดคล้อง กับการจัดการศึกษาพิเศษให้ คนพิการตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล จึงได้จำแนกคนพิการตามความ ต้องการ จำเป็นทางการ
      จัดการศึกษาเป็น 9 ประเภท ดังนี้
      1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิท อาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
      1.1 คนตาบอด หมายถึง คนที่สูญเสียการเห็นมากจนต้องสอนให้อ่านอักษรเบรลล์  หรือใช้วิธีการฟังเทปหรือแผ่นเสียง หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ 6 ส่วน 60 หรือ 20 ส่วน 200 (20/200) ลงมาจนถึง  บอดสนิท (หมายถึง คนตาบอดสามารถมองเห็นวัตถุได้ในระยะห่างน้อยกว่า 6  เมตร หรือ 20 ฟุต ในขณะที่คนปกติสามารถมองเห็นวัตถุเดียวกันได้ในระยะ 60 เมตร หรือ 200 ฟุต ) หรือมี ลานสายตาแคบกว่า 20 องศา (หมายถึง  สามารถมองเห็นได้กว้างน้อยกว่า 20 องศา)
      1.2 คนเห็นเลือนลาง หมายถึง คนที่สูญเสียการเห็น แต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ที่ขยายใหญ่ได้ หรือต้องใช้แว่น ขยายอ่านหากตรวจวัดความชัดของ สายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้ว อยู่ในระดับระหว่าง 6 ส่วน 18 (6/18) หรือ 20 ส่วน 70 (20/70) ถึง 6 ส่วน 60 (6/60) หรือ 20 ส่วน 200 (20/200) หรือมี ลาน สายตาแคบกว่า 30 องศา
      2. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง คนที่สูญเสียการได้ยิน ตั้งแต่ระดับ รุนแรงจนถึงระดับน้อยอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
      2.1 คนหูหนวก หมายถึง คนที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถรับข้อมูลผ่านทางการได้ยิน ไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟังก็ตาม โดยทั่วไปหากตรวจการได้ยินจะสูญเสียการได้ยินประมาณ 90 เดซิเบลขึ้นไป (เดซิเบล เป็นหน่วยวัดความดังของเสียง หมายถึง เมื่อเปรียบเทียบระดับเริ่มได้ยินเสียงของเด็กปกติ เมื่อ เสียงดังไม่เกิน 25 เดซิเบล คนหูหนวกจะเริ่มได้ยินเสียงดังมากกว่า 90 เดซิ เบล)
      2.2 คนหูตึง หมายถึง คนที่มีการได้ยินเหลืออยู่พอเพียงที่จะรับข้อมูลผ่านทางการได้ยิน โดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟังและหากตรวจการได้ยินจะพบว่ามีการสูญเสีย การได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบล ลงมาจนถึง 26 เดซิเบล คือ เมื่อเปรียบเทียบระดับ  เริ่มได้ยินเสียงของเด็กปกติ เมื่อเสียงดังไม่เกิน 25 เดซิเบล เด็กหูตึงจะเริ่มได้ยินเสียงที่ดังมากกว่า 26 เดซิเบล ขึ้นไปจนถึง 90 เดซิเบล
      3. บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึงคนที่มีพัฒนาการช้ากว่า คนปกติทั่วไปเมื่อวัดสติปัญญา โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้ว มีสติปัญญาต่ำกว่าบุคคลปกติ และความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างน้อย 2 ทักษะหรือมากกว่า เช่น ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะทางสังคม ทักษะการใช้สาธารณสมบัติ การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตในบ้าน การควบคุม ตนเอง สุขอนามัย และความปลอดภัย การเรียนวิชาการเพื่อชีวิตประจำวัน การใช้เวลาว่างและการทำงาน ซึ่งลักษณะความบกพร่องทางสติปัญญา จะแสดงอาการก่อนอายุ 18 ปี
      4. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ หมายถึง คนที่มีอวัยวะไม่ สมส่วน  อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป กระดูกและกล้ามเนื้อพิการ  เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรงมีความพิการระบบประสาท มีความลำบากในการ เคลื่อนไหว  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในสภาพปกติ ทั้งนี้ไม่รวมคนที่มีความ บกพร่องทางประสาทสัมผัส ได้แก่ ตาบอด หูหนวก อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
      4.1 โรคของระบบประสาท เช่น ซีรีบรัล พัลซี (Cerebral Palsy) หรือโรคอัมพาต เนื่องจากสมองพิการ โรคลมชัก มัลติเพิล สเคลอโรซีส (Mulitiple   Sclerosis)
      4.2 โรคทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้ออักเสบ เท้าปุก โรคกระดูกอ่อน  โรคอัมพาต กล้ามเนื้อลีบ หรือมัสคิวลาร์ ดิสโทรฟี (Muscular Dystrophy)   กระดูกสันหลังคด
      4.3 การไม่สมประกอบมาแต่กำเนิด เช่น โรคศีรษะโต สไปนา เบฟฟิดา (Spina Bifida) แขนขาด้วนแต่กำเนิด เตี้ยแคระ
      4.4 สภาพความพิการและความบกพร่องทางสุขภาพอื่นๆ ได้แก่ สภาพความ พิการ อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุและโรคติดต่อ เช่น ไฟไหม้ แขนขาขาด โรคโปลิโอ โรคเยื่อบุสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส และอันตรายจากการคลอด ความบกพร่องทางสุขภาพ เช่น หอบ หืด โรคหัวใจ วัณโรคปอด ปอดอักเสบ
      5. บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หมายถึง คนที่มีความบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ  หลายอย่างในกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา  อาจเป็นภาษาพูดและ/หรือภาษาเขียน ซึ่งจะมีผลทำให้มีปัญหาในการฟัง การพูด การคิด การอ่าน การเขียน การสะกด หรือการคิดคำนวณ รวมทั้งสภาพความบกพร่องในการรับรู้ สมองได้รับบาดเจ็บ การปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป ซึ่งทำให้มีปัญหาในการอ่าน และปัญหาในการเข้าใจภาษา ทั้งนี้ ไม่รวมคนที่มีปัญหาทางการเรียนเนื่องจากสภาพบกพร่อง ทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว ปัญญาอ่อน  ปัญหาทางอารมณ์ หรือความด้อยโอกาสเนื่องจากสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมหรือ เศรษฐกิจ
      6. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา หมายถึง คนที่มีความบกพร่องในเรื่องของการออกเสียงพูด เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูด ผิดปกติ  หรือคนที่มีความบกพร่องในเรื่องความเข้าใจและหรือการใช้ภาษาพูด การเขียน และ   หรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจเกี่ยวกับรูปแบบของภาษา   เนื้อหาของภาษาและหน้าที่ของภาษา
      7. บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ หมายถึง คนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไป จากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นที่  ยอมรับทางสังคมหรือวัฒนธรรม
      8. บุคคลออทิสติก หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการด้านสังคม ภาษา   และการสื่อความหมาย พฤติกรรมอารมณ์ และจินตนาการ ซึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจาก        การทำงานในหน้าที่บางส่วนของสมองที่ผิดปกติไป และความผิดปกตินี้พบได้ก่อนวัย    30 เดือน และมีลักษณะที่สำคัญ คือ มีความบกพร่องทางปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การสื่อสาร พฤติกรรมและอารมณ์ การรับรู้ทางประสาท สัมผัสทั้งห้า การใช้อวัยวะต่างๆ อย่างประสานสัมพันธ์ การจินตนาการ และมีความสนใจที่สั้น เป็นต้น
      9. บุคคลพิการซ้อน หมายถึง คนที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพิการมากว่าหนึ่ง  
      ประเภทในบุคคลเดียวกัน เช่น คนปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เป็นต้น

ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการไทย

      ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการไทย

      ที่มา : จดหมายข่าวองค์การสวัสดิการสังคม คอลัมน์ มุมข่าวเด็ด
      หน้า 5 ฉบับที่ 2 ปีที่ 5 เดือน เมษายน - มิถุนายน พ.ศ. 2542

             คน พิการ มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีสิทธิ และเสรีภาพแห่งบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครองในฐานะพลเมืองไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีสิทธิต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ภายใต้ปฏิญญาฉบับนี้โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ และโดยปราศจากการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง ภาษา ถิ่นกำเนิด เพศ อายุ หรือสถานะอื่นใด
               1. คนพิการ มีสิทธิแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง
               2. คนพิการ มีสิทธิเข้าร่วมในการตัดสินใจกำหนดนโยบาย และแผนงานทุกด้านที่เกี่ยวกับคนพิการทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น
               3. คน พิการ มีสิทธิได้รับการดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพ และพัฒนา ตั้งแต่แรกเกิดและแรกเริ่มที่พบความพิการ รวมทั้งผู้ปกครองและครอบครัวของคนพิการ ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐทุกด้าน เพื่อให้สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาคนพิการอย่าง เต็มศักยภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล
               4. คนพิการ มีสิทธิได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างอิสระได้ด้วยตนเองอย่างเต็ม ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
               5. คน พิการ มีสิทธิและโอกาสได้รับศึกษาอย่างมีคุณภาพในทุกระดับ ทุกรูปแบบของการจัดการศึกษาตามความต้องการของ คนพิการอย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยไม่มีการจำกัด กีดกัน เลือกปฏิบัติ หรือข้อยกเว้นใด ๆ
               6. คนพิการ มีสิทธิและโอกาสได้รับการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ การฝึกอาชีการประกอบอาชีพทุกประเภท ได้รับการจ้างงานหรือว่าจ้างเข้าทำงานตามความต้องการ และความสามารถ โดยได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการ ได้รับความก้าวหน้า รวมทั้งได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานโดยไม่มีการ กีดกันหรือเลือกปฏิบัติ
               7. คนพิการ มีสิทธิได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการถูกคุกคามทางเพศ ทำร้ายร่างกายและจิตใจ กักขัง เอารัดเอาเปรียบ หรือการแสวงหาประโยชน์ใด ๆ จากความพิการ ทั้งนี้ให้ได้รับความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายเช่นเดียวกับ บุคคลทั่วไป
               8. คนพิการ มีสิทธิอยู่ร่วมกับครอบครัว ชุมชนของตน และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกิจกรรมของครอบครัว ชุมชน และสังคม
               9. คน พิการ มีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก บริการ และความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
              10. คน พิการ มีสิทธิได้รับการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้รับรู้และเข้าใจพิการในทางที่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิศักยภาพและความสามารถรวมทั้งการ บำเพ็ญประโยชน์ของคนพิการ
              11. คนพิการ มีสิทธิได้รับและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของคนพิการ ทั้งนี้ต้องได้รับการสนับสนุนให้มีสื่อทุกประเภทที่เหมาะสม กับความพิการ รวมทั้งต้องจัดให้มีล่ามภาษามือ อักษรเบรลส์ สื่ออิเลคโทรนิคส์ หรืออุปกรณ์พิเศษอื่น ๆ ที่ใช้ในการสื่อสาร
              12. คนพิการ และครอบครัว ชุมชน สังคม มีสิทธิได้รับและเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารเพื่อทราบถึงสิทธิอันระบุไว้ในปฏิญญาฉบับนี้โดยทั่วถึง
              13. รัฐต้องให้ความ สำคัญและปฏิบัติตามพันธสัญญาที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ซึ่งได้ลงนามหรือตกลงร่วมกันในระดับประเทศและระดับ นานาชาติ

                                                   (นายชวน หลีกภัย)

                                                     นายกรัฐมนตรี

                                      วันที่ 3 เดือน ธันวาคม พุทธศักราช 2541

การจดทะเบียนคนพิการ

การจดทะเบียนคนพิการ

      เป็นการให้บริการของรัฐในเบื้องต้นแก่คนพิการ ที่ทำให้คนพิการได้มีหลักฐานเพื่อแสดงตนว่าเป็นคนพิการที่ประสงค์จะ ได้รับสิทธิในการสงเคราะห์  การพัฒนา  และการฟื้นฟูสมรรถภาพ คนพิการ ตามพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534   โดยคนพิการที่ประสงค์จะรับสิทธิและโอกาสดังกล่าว สามารถจดทะเบียนได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

      สถานที่จดทะเบียนคนพิการ

      1. คน พิการที่มีภูมิลำเนาในเขตกรุงเทพมหานคร ขอจดทะเบียนได้ที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวสำหรับคนพิการ ตั้งอยู่ที่อาคารซันทาวเวอร์ เลขที่ 123  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   ถนนวิภาวดี – รังสิต  แขวงจอมพล   เขตจตุจักร  กรุงเทพฯ

      2. คนพิการที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ขอจดทะเบียนได้ที่จังหวัดของตน ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทุกจังหวัด

      3.คน พิการที่ไม่ได้อยู่ในภูมิลำเนาของตนเอง แต่มีถิ่นที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ สามารถยื่นจดทะเบียนได้ตามถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ในจังหวัดนั้น

      หลักฐานที่ใช้ในการจดทะเบียน

      1.เอกสารรับรองความพิการ โดยแพทย์จากสถานพยาบาลของทางราชการ จำนวน 1 ฉบับ

      2.บัตร ประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวข้าราชการ หรือบัตรประจำตัวคนต่างด้าว ในกรณี  ผู้เยาว์ใช้สูติบัตร พร้อมทั้งถ่ายสำเนาเอกสาร 1 ฉบับ

      3.ทะเบียนบ้านฉบับจริง พร้อมทั้งถ่ายเอกสาร 1 ฉบับ

      4.รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป

      การจดทะเบียนคนพิการแทน

      หาก คนพิการไม่สามารถไปจดทะเบียนได้ด้วยตนเอง ให้มีผู้อื่นดำเนินการจดทะเบียนแทนได้ ทั้งนี้ผู้จดทะเบียนแทนต้องนำเอกสารมาด้วยดังนี้
         1. 1.       เอกสารหลักฐานการขอจดทะเบียนของคนพิการ
         2. 2.       สำเนา บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ หรือบัตรประจำตัวคนต่างด้าว หรือเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้ของผู้จดทะเบียนแทน พร้อมทั้งต้นฉบับจริง
         3. 3.       สำเนาทะเบียนบ้านของผู้จดทะเบียนแทน พร้อมทั้งต้นฉบับตัวจริง
         4. 4.       ใบมอบอำนาจจากคนพิการหรือหนังสือรับรองจากทาง ราชการ
         5. 5.       คำ สั่งศาลในกรณีที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือน ไร้ความสามารถ หรือไร้ความสามารถ หรือการ จัดตั้งผู้ปกครองกรณี ผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดา หรือบิดามารดาถูกถอนอำนาจปกครอง

      สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ

      คนพิการที่จดทะเบียนแล้ว จะได้รับสมุดประจำตัวคนพิการเพื่อนำไปแสดงตัวในการขอรับบริการการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการด้านต่างๆ รวมถึงการรับคำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือด้านอื่นๆ ได้แก่ง

      บริการทางการแพทย์  เพื่อแก้ไขความพิการ หรือปรับสภาพความพิการ กายอุปกรณ์ เครื่องช่วยต่างๆ และคำแนะนำปรึกษาทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อขอรับบริการได้ที่สถานพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

      บริการทางการศึกษา  การเข้าเรียนในสถานศึกษาต่างๆ คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการศึกษา ติดต่อ\ขอรับบริการได้ที่สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงการศึกษาธิการ หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดทุกจังหวัด

      บริการทางอาชีพ  จัดฝึกอาชีพและแนะนำการประกอบอาชีพและให้กู้ยืมเงินทุนประ
      กอบอาชีพ

      บริการทางสังคม ให้คำแนะนำปรึกษา บริการช่วยเหลือเด็กพิการ และครอบครัวคนพิการที่มีฐานะยากจนและประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ รวมถึงเบี้ยยังชีพคนพิการที่มีสภาพความพิการมากไม่สามารถประกอบอาชีพได้ และมีฐานะยากจน

การยื่นขอเบี้ยยังชีพ

วิิธีการและการยื่นคำร้องขอรับเบี้ยยังชีพ

    *
      เอกสารที่ต้องนำมาประกอบในการยื่นคำร้อง
      1. สำเนาสมุดประจำตัวคนพิการพร้อมฉบับจริง
      2.สำเนาทะเบียนบ้านพร้อมฉบับจริงกรณีไม่มีชื่ออยู่     ในทะเบียนบ้านในท้องที่นั้น ต้องมีหนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ องค์กรท้องถิ่นหรือกรรมการขององค์กร คนพิการที่มีฐานะ เป็นนิติบุคคล หรือเจ้าของบ้านเช่า
      3. รูปถ่ายเต็มตัว 2 รูป
      4.แผนที่แสดงที่พักอาศัยและแผนผังสถานที่ ประกอบกิจการ
      5.ประมาณค่าใช้จ่าย ให้ระบุรายละเอียดว่าจะนำเงิน ที่กู้ยืมไปใช้ จ่ายเป็นค่าอะไรบ้าง
      6. สำเนาเอกสารหลักฐานการศึกษา หรือประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรการฝึกอบรมวิชาชีพพร้อมฉบับจริง (ถ้ามี)

      ยื่นคำร้องได้ที่ไหน

      ปัจจุบันอบต. จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลและสำรวจประชากรที่อยู่ในการ ปกครองของ อบต. แต่ละพื้นที่และจะพิจารณาเป็นรายบุคคล และผู้ที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับเบี้ยยังชีพเป็นรายเดิือน ๆ ละ 500 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อบต. ประจำตำบลทุกตำบลทั่วประเทศค่ะ