3.1.2 กรณีคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวร
เนื่องจากในยุคปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการคมนาคมที่สะดวกสบายมากขึ้น ทำให้การติดต่อสื่อสารและการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานระหว่างคนในภูมิภาคต่างๆสามารถเชื่อมโยงกันได้โดยง่าย ซึ่งส่งผลให้มีคนต่างด้าวจำนวนหนึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว และมีคนต่างด้าวจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาสร้างครอบครัวกับคนสัญชาติไทย
จากการศึกษาค้นคว้า ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์พบว่าโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว “สิทธิที่จะได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎร” ของคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรย่อมเป็นไปตามหลักความยินยอมของรัฐ (consent of state) เนื่องจากรัฐเจ้าของดินแดนย่อมมีอำนาจอธิปไตย(sovereignty)เหนือบุคคลต่างด้าว(aliens)ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดน(territory)ของตน ดังนั้น รัฐเจ้าของดินแดนจึงมีอำนาจที่จะยอมรับบันทึกตัวคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของตนหรือไม่ก็ได้
อย่างไรก็ดี การบันทึกตัวคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทยในกรณีของคนต่างด้าวซึ่งเข้าเมืองมาโดยชอบด้วยกฎหมายยังอยู่ภายใต้หลักต่างตอบแทน(Reciprocity)ระหว่างรัฐเจ้าของสัญชาติกับรัฐไทย เช่นเดียวกับกรณีคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราว
ในการนี้ รัฐไทยยอมรับที่จะบันทึกตัวคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวร ใน 2 กรณี ดังนี้
1. กรณีคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใน มาตรา 40, 42, 43, 47 และ 51 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522[1]
2. กรณีคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522
ขอให้สังเกตว่า ในช่วงแรกนั้นแม้ว่ารัฐไทยในฐานะรัฐเจ้าของดินแดน จะยอมรับให้คนต่างด้าวเข้ามามีภูมิลำเนาในประเทศไทย แต่ก็มิได้กำหนดอย่างชัดเจนว่าคนต่างด้าวจะต้องมีหน้าที่มาแสดงตัวเพื่อบันทึกตัวบุคคลในทะเบียนราษฎร แต่ต่อมาภายหลังเมื่อคำนึงถึงความมั่นคงในเชิงประชากร และเชิงเศรษฐกิจ รัฐไทยจึงกำหนดให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยเป็นการถาวรจะต้องมาแสดงตัวเพื่อบันทึกตัวบุคคลในทะเบียนราษฎร ประเภท ทะเบียนบ้านสำหรับบุคคลที่มีสิทธิอาศัยถาวร ท.ร. 14 ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 36[2] แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 และข้อ 101 แห่งระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร (ฉบับที่5) พ.ศ.2551 และได้กำหนดให้มีการจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2551
โดยมีกระบวนการเข้าสู่ทะเบียนราษฎร โดยเจ้าบ้าน บิดา มารดา หรือผู้ที่ขอเพิ่มชื่อ ต้องยื่นคำร้อง ต่อสำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ โดยนำหลักฐานประกอบการยื่นคำร้อง ดังนี้
(1) สำเนาทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ของบ้านที่จะขอเพิ่มชื่อ
(2) บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน (ถ้ามี)
(3) ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของผู้ขอเพิ่มชื่อ หรือหนังสือรับรองที่หน่วยงานของรัฐออกให้เพื่อรับรองการได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่
(4) สำเนาทะเบียนบ้าน (ท.ร.13) หรือสำเนาทะเบียนประวัติ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (ถ้ามี)
(5) พยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ ได้แก่ เจ้าบ้าน
โดยนายทะเบียนมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาแสดง ตรวจฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อตรวจสอบว่าผู้ร้องมีชื่อในทะเบียนบ้านแห่งอื่นหรือไม่ และ สอบสวนผู้ร้องและเจ้าบ้าน ให้ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและรายการบุคคลของผู้ขอเพิ่มชื่อ และความยินยอมให้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (กรณีสอบสวนเจ้าบ้าน)
เมื่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นอนุญาตตามคำร้องแล้ว นายทะเบียนจะเพิ่มชื่อบุคคลดังกล่าวในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ตามรายการที่ปรากฏในใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และกำหนดให้เลขประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลประเภท 8 โดยหมายเหตุในทะเบียนบ้านตรงช่องย้ายเข้ามาจาก ว่า “คำร้องที่...ลงวันที่...” หลังจากนั้นให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อและวันเดือนปีกำกับไว้ และมีหน้าที่มอบสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน (ท.ร. 14) พร้อมหลักฐานประกอบการแจ้งคืนให้แก่ผู้ร้องขอเพิ่มชื่อ
และนับตั้งแต่ประกาศใช้ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2551 เป็นต้นมานายทะเบียนมีหน้าที่ต้องแนะนำให้ผู้ขอเพิ่มชื่อยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
ในการนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์จึงขอนำเสนอ ตัวอย่างกรณีศึกษาของคนต่างด้าวในประเภทนี้ ดังต่อไปนี้
กรณีศึกษาที่ 3 คนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยก่อนมีกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง : นายอืออิม แซ่เบ้[3]
นายอืออิม เป็นคนจีนเชื้อสายจีนที่เกิดในจังหวัดแต้จิ๋ว ประเทศจีน แต่ได้อพยพตาม ครอบครัวออกจากประเทศจีนเพื่อมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย นายอืออิมออกจากประเทศจีนก่อนที่ประเทศจีนจะมีระบบทะเบียนราษฎรแบบรัฐสมัยใหม่ รัฐไทยในสมัยนั้นรับรู้ว่าคนเชื้อสายจีนจำนวนมากเป็นคนไร้รัฐ และเมื่อมีการจัดระเบียบคนเข้าเมืองในประเทศไทยโดยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง นายอืออิมและคนที่อพยพเข้ามาก่อนมีกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองก็ได้รับอนุญาตให้เป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวร ดังปรากฏตามใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองที่นายอืออิมถืออยู่ ซึ่งสิทธิดังกล่าวนี้เป็นไปภายใต้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2480
จากข้อเท็จจริงปรากฎว่านายอืออิมถือใบถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งออกให้โดยกองตรวจคนเข้าเมือง อำเภอ ยานนาวา จังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2491 และถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ซึ่งออกให้โดยสถานีตำรวจ อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 และด้วยความเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรจึงได้รับการลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนบ้าน ท.ร. 14 ตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย อันหมายถึงการรับรองของรัฐไทยว่า นายอืออิมเป็นราษฎรไทยประเภทคนอยู่ถาวร
ข้อสังเกต
ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์ขอตั้งข้อสังเกตว่า ในทำนองเดียวกันกับนายอืออิม เราพบว่ามีคนต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยก่อนมีกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนไร้รัฐ เช่นเดียวกับนายอืออิม และรัฐไทยในยุคนั้นก็ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้ยอมรับให้สิทธิอาศัยถาวร และบันทึกตัวคนต่างด้าวเหล่านั้นในทะเบียนราษฎรไทย ดังจะเห็นได้จากการให้สิทธิอาศัยถาวรแก่คนเชื้อสายจีนในชุมชนชาวจีนเยาวราช คนเชื้อสายอินเดียในชุมชนพาหุรัด คนเชื้อสายเวียดนามในชุมชนญวน คนเชื้อสายมอญพระประแดง เป็นต้น
กรณีศึกษาที่ 4 คนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยภายหลังมีกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง : กรณีนายนิพนธ์ ชวแสงกุล
นายนิพนธ์ หรือกัวชุน ชัง เป็นนักธุรกิจเชื้อชาติจีน สัญชาติไต้หวัน เดินทางมาจากไต้หวัน เพื่อเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2513 ในขณะเข้ามาครั้งแรกนั้นนายนิพนธ์ถือหนังสือเดินทางที่ออกให้โดยรัฐบาลไต้หวัน มีวีซ่าประเภทนักธุรกิจ ได้เข้ามาประกอบธุรกิจในเขตกรุงเทพ โดยเข้ามาอาศัยอยู่กับเพื่อนที่เขตจอมทอง ในช่วงนั้นนายนิพนธ์เดินทางไปมาระหว่างประเทศไทยกับไต้หวันเป็นประจำ จนกระทั่งแต่งงานกับภริยา หลังจากแต่งงานแล้วนายนิพนธ์และภริยาตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย จึงได้หารือกับเพื่อนที่รู้จักกันว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อที่ตนและครอบครัวจะไม่ต้องต่อวีซ่าบ่อยๆ เพื่อนจึงแนะนำให้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านเพื่อจะได้มีสถานะต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวร ซึ่งนายนิพนธ์เองก็เริ่มดำเนินการตามคำแนะนำนั้น โดยเริ่มจากการติดต่อขอใบสำคัญถิ่นที่อยู่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง และขอใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ณ สถานีตำรวจนครบาล? หลังจากนั้นได้ดำเนินการติดต่อนายทะเบียนที่สำนักงานเขตเพื่อสอบถามวิธีการเพิ่มชื่อ และดำเนินการติดต่อสถานทูตจีนเพื่อขอแปลหนังสือเดินทางของตนเองและภริยาเป็นภาษาไทย และหารือเพื่อนเพื่อขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านของเพื่อน นายนิพนธ์ใช้เวลาในการดำเนินการอยู่หลายปี จึงได้รับสถานะคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวร และได้รับการลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนบ้าน ท.ร. 14 ได้รับการกำหนดเลขประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลประเภท 8 ตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย อันหมายถึงการรับรองของรัฐไทยว่า นายนิพนธ์เป็นราษฎรไทยประเภทคนอยู่ถาวร
ข้อสังเกต
ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์ขอตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคแรกที่มีการบันทึกสถานะบุคคลของคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรในทะเบียนราษฎรไทยนั้น รัฐไทยยังไม่มีระบบการกำหนดเลขประจำตัวประชาชน ดังนั้นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรจึงมีเพียงใบสำคัญถิ่นที่อยู่ และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แต่ต่อมาเมื่อมีกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร นอกจากรัฐไทยจะยอมรับบันทึกสถานะบุคคลของคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรในทะเบียนบ้าน ท.ร.14 และมีการกำหนดเลขประจำตัวประชาชนแล้ว ล่าสุดโดยผลขอรัฐไทยยังได้ยอมรับที่จะออกบัตรประจำตัวคนต่างด้าวให้แก่คนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรอีกด้วย
[1] โปรดดูรายละเอียดมาตรา 40, 42, 43, 47 และ 51 ในภาคผนวก....
[2] มาตรา 36 (เดิม) ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจัดทำทะเบียนบ้านไว้ทุกบ้าน
การจัดทำทะเบียนบ้านให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด
มาตรา 36 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551) ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจัดทำทะเบียนบ้านไว้ทุกบ้าน สำหรับผู้มีสัญชาติไทยและคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
การจัดทำทะเบียนบ้านให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด
[3] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร,ความเป็นไปได้ที่จะขจัดความไร้รัฐให้แก่มนุษย์ในสังคมไทย: การถอดประสบการณ์ของรัฐไทย,บทความเพื่อเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาวิชาการประจำปีของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550