มีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันคนต่างด้าวกลุ่มนี้มีนโยบาย(มติ ครม.)ให้มีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามมาตรา 17[1] แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 แต่กระบวนการเพิ่มชื่อใน ทร.13 ยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งมีประเด็นที่เป็นข้อเถียงกันว่า เจ้าของปัญหาจะต้องร้องขอเพิ่มชื่อใน ท.ร.13 ด้วยตนเอง หรือเป็นหน้าที่ที่นายทะเบียนจะต้องดำเนินการให้ ซึ่งปรากฎปัญหาชัดเจนในภาคอีสานของประเทศไทย อาทิ หมู่บ้านดอนโจด อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี[2]ในอิสาน จึงไม่มี ท.ร.13 กันมาก
ในการนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์จึงขอนำเสนอ ตัวอย่างกรณีศึกษาของคนต่างด้าวในประเภทนี้ ดังต่อไปนี้
กรณีศึกษาที่ 9 คนต่างด้าวที่เกิดนอกประเทศไทย : นายสามแสง นายนวล
นายสามแสงเกิดที่เมืองตูม ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ. 2507 ต่อมาเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศพม่าประกอบกับไม่มีงานทำ นายสามแสงจึงตัดสินใจอพยพเดินทางเข้ามาประเทศไทย ทางด่านหินแตก อ. แม่จัน จ.เชียงราย ในปีพ.ศ.2526 โดยเข้ามาประกอบอาชีพรับจ้างทำไร่ทำสวนที่อำเภอแม่จัน หลังจากนั้นจึงย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูงตามแผนแม่บทฉบับที่ 2 โดยสำนักทะเบียน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2542
ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 ซึ่งออกตามมาตรา 17 แห่ง พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้สำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติคนต่างด้าว ซึ่งเข้ามาในประเทศไทยก่อนวันที่ 3 ตุลาคม 2528 และให้คนเหล่านี้ให้ได้รับสิทธิอาศัยถาวร จึงถือได้ว่านายสามแสง มีสิทธิอาศัยถาวรนับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2543 เป็นต้นมา อย่างไรก็ดีจากข้อเท็จจริงปรากฎว่านายสามแสงได้ร้องขอใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และใบสำคัญถิ่นที่อยู่เมื่อปี 2550 และใช้สิทธิขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร. 14 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 อันเป็นเวลาล่วงเลยถึง 7 ปี ซึ่งผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์จะได้ทำการศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้นายสามแสงเพิ่งใช้สิทธิของตนทั้งที่สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ในบทที่ 4 ต่อไป
นอกจากนี้ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์ขอตั้งข้อสังเกตว่า นายสามแสง ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรซึ่งได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎร ท.ร.14 นี้ อาจได้รับการพัฒนาสถานะบุคคลสู่การเป็นบุคคลสัญชาติไทยโดยการยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย และหากได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็จะมีสัญชาติไทยและสิ้นสุดความเป็นต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทย ในการนี้ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์จะได้กล่าวในบทต่อไป
กรณีศึกษาที่ 10 คนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพัน 2535 : นางสาวบัวติ๊บ นายนวล
นางสาวบัวติ๊บ เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2536 ที่บ้านวังไฮ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรของนายแสงและนางนวลซึ่งมีชาติพันธุ์ไทลื้อ ซึ่งอพยพมาจากเมืองตูม ประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทยทางหินแตก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายเมื่อ พ.ศ.2526
ในขณะเกิดนั้นนางสาวบัวติ๊บไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนตามมาตรา 7ทวิวรรคหนึ่งแห่งพระราช บัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 จึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าว และไม่ปรากฎว่ามีสัญชาติของรัฐใดเลย จึงประสบปัญหาความไร้สัญชาติตั้งแต่เกิด และถูกถือเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2542 นางสาวบัวติ๊บและครอบครัวได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูงตามแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 2 ตามมติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อม และการควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง ฉบับที่ 2 พ.ศ.2540-2544 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนแม่บทฯ เมื่อ 29 เมษายน 2540 โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการกำหนดเลขประจำตัว 6-xxxx-72xxx-xx-x มีสถานะเป็นราษฎรไทย แม้ว่าไม่มีสัญชาติไทย
กรณีศึกษาที่ 11 คนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ 26 กุมภาพัน 2535 : พระวันวิวาห์อภิญญาโณ[3]
พระวันวิวาห์ หรือชื่อตามทะเบียนประวัติลาวอพยพ คือ "นายวันวิวาห์ ไชยปัญหา" เกิดที่บ้านห้วยห้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม เมื่อ พ.ศ. 2527 เป็นบุตรของนายลำพวน และนางวิไล ไชยปัญหา คนเชื้อสายลาวที่อพยพออกมาจากประเทศลาวในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2519-2522 จึงไม่มีเอกสารแสดงตนที่ออกให้โดยรัฐบาลลาว และไม่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรลาว ทำให้ทั้งคู่เป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่มีเชื้อสายลาว
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2534 ในช่วงที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกองทัพภาคที่ 2 ได้มีนโยบายสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวลาวอพยพเพื่อเยียวยาความไร้รัฐให้แก่คนเชื้อสายลาว ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย อุบลราชธานี เลย นครพนม มุกดาหาร พะเยา อุตรดิตถ์ เชียงราย และน่าน ทำให้พระวันวิวาห์และครอบครัวได้ไปแสดงตนเพื่อรับการสำรวจเช่นเดียวกับคนเชื้อสายลาวคนอื่นๆ และได้รับการบันทึกชื่อในแบบพิมพ์ทะเบียนประวัติลาวอพยพ ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักทะเบียนอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ครอบครัวไชยปัญญาได้ปรากฎตัวในทะเบียนราษฎรไทย อันเป็นการรับรองว่าบุคคลในครอบครัวมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทย เนื่องจากมีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนอยู่ในประเทศไทย พระวันวิวาห์และครอบครัวจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทย แม้ว่ายังไม่มีสิทธิอาศัยและไม่มีสัญชาติไทย
นอกจากกรณีที่กล่าวมาแล้ว ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์ยังพบว่ามีกรณี อื่นๆในลักษณะเดียวกัน เช่น กรณีครอบครัวของสามเณรเฮิง อินหงษ์ คนต่างด้าวชาติพันธุ์ไทเขินซึ่งอพยพมาจากประเทศพม่าในช่วง พ.ศ. 2527 และได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูงในปี พ.ศ.2542 กรณีครอบครัวนายวิชัย แซ่ต้วน บุตรของทหารจีนคณะชาติที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยและได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติอดีตทหารจีนคณะชาติ เป็นต้น
ข้อสังเกต
จากกรณีตัวอย่างของคนต่างด้าวที่เป็นราษฎรไทยซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยหนีภัยความตายมาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว สามารถพัฒนาสถานะบุคคลไปสู่สถานะคนต่างด้าวที่ดีกว่าเดิม เช่น มีสิทธิอาศัยชั่วคราว หรือมีสิทธิอาศัยถาวร หรืออาจพัฒนาไปสู่สถานะคนสัญชาติไทยทั้งโดยการแสดงเจตนาของคนต่างด้าวโดยการร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย หรือโดยผลของกฎหมายอันเป็นเหตุให้คนต่างด้าวนั้นสิ้นสุดความเป็นต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทย และต้องออกจากทะเบียนราษฎรไทยในท้ายที่สุดก็ได้ ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทต่อไป
[1] มาตรา 17 ในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใดหรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีใด ๆ ก็ได้
[2] จากการลงพื้นที่พร้อมคณะกรรมาธิการวิวามัญศึกษาปัญหาฯ เมื่อวันที่ (อยู่ระหว่างตรวจสอบ)
[3] โปรดดูภาคผนวก