ความหลงของครู มีอยู่ด้วยกันสองแบบ

 

แบบแรก  เกิดจากการหลงใช้อำนาจที่มาจากทักษะและวิธีการที่ครูนักจิตวิทยาที่ดูเผินๆ แล้วเหมือนกับจะมีการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ให้โอกาส และรับฟัง แต่ก็ติดอยู่ที่ระดับของการใช้ความคิด กับทักษะการให้คำปรึกษา ที่ยังไปไม่ถึงการนำเอาตัวชีวิตไปสัมผัสกับชีวิต

 

ทฤษฏีการปรับพฤติกรรม และทฤษฎีพัฒนาการที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นใช้ ยิ่งทำให้เด็กรู้สึกเย็นเฉียบ และวังเวง เพราะทฤษฏีเหล่านั้นบดบังเรื่องง่ายๆ ในชีวิต ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ชีวิตมีให้กับชีวิต

 

หากไม่หลงไปในแบบแรกใช้ทฤษฏีมากำกับวิธีคิด ก็ยังหลงไปในแบบที่สองได้อีก

 

แบบที่สอง เกิดจากการหลงคิดว่าตัวเองถูกอยู่เสมอ เป็นการหลงลืมไปว่าครู (ตัวเอง)ก็คือคนๆ หนึ่งที่ผิดได้พลาดได้

 

 

 

ครูคือใคร

 

บางครั้งด้วยมาดของความเป็นครูก็พาให้เราหลงลืมความเป็นมนุษย์ไปได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาที่เราเล่นบทบาทสมมติ เรื่องหลักๆที่คนสวมบทเป็นครูก็มักจะทำกันทุกคนไปก็คือ การตรวจถูก ผิด ให้คุณให้โทษนักเรียนของตนด้วยการให้ดาวหรือตี

 

เมื่อมองเห็นอย่างนี้แล้วก็เกิดคำถามว่า ครูคือใคร จริงๆแล้ว เราอยากจะให้นักเรียนฟังเรา หรือเราอยากจะฟังเขา ... เราได้ยินเสียงที่เขาพูด หรือเสียงที่เขาไม่ได้พูดบ้างไหม

 

ทำไมเราถึงรักคนอื่นได้ยากกว่ารักตัวเอง การลึกซึ้งในการพัฒนาด้านใน จะช่วยให้เรารักคนอื่นได้ง่ายขึ้น และมีชีวิตที่เป็นมนุษย์มากขึ้น

 

 

ร่องรอยอะไรของครูที่สร้างภาพประทับไว้ในใจเรา

 

เรารับรู้กันและกัน ผ่านการดำรงอยู่ด้วยกัน ดวงตาที่มีศรัทธา ฉายแววความมุ่งมั่นที่สวยงาม อากัปกริยาบางอย่างของครูบางคนยังคงตรึงตราใจเราอยู่แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี

 

กระบวนการเลือกรับ เลือกซึมซับของเราคืออะไร สิ่งที่เรารับเข้ามามีทั้งที่รู้ และไม่รู้ หรือไม่รู้ทีแรกแล้วมารู้ทีหลัง ในสถานการณ์เดียวกันบางคนเลือกรับด้านหนึ่ง ในขณะที่อีกคนเลือกรับอีกด้านหนึ่ง  เรายอมให้อะไรผ่านเข้ามาบ้าง

 

 

Passive learning เป็นการเรียนรู้แบบน้อมรับและปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ไหลผ่านชีวิตเราเข้ามาอย่างไม่ต่อต้าน คนเก่งในแบบของโลกตะวันตก ขาดคุณสมบัติของการเป็นผู้เรียนรู้แบบน้อมรับ จึงมักมองอะไรตรงไปตรงมา ง่ายๆ ไม่เป็น ทั้งๆที่มนุษย์ใช้การซึมซับแบบไร้ความกังขาใดๆ นี้ เป็นเครื่องมือหลักในการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิด