เมื่อ
พ.ศ.๒๕๔๖ คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ”หนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน” ๙๒๑ โรงเรียน
พ.ศ. ๒๕๔๗ สพฐ.ได้ตั้งผมเป็นหัวหน้าคณะนิเทศโรงเรียนในโครงการนี้ ในเขตตรวจราชการที่ ๔
(นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา
และอ่างทอง) ซึ่งมี อ.ชุมศรี
บุญสิทธิ์ และ อ.ประสงค์ สังข์ดิษฐ์ เป็นทีมงาน
ดูแลโรงเรียน ๓๖ โรงเรียน ๗ เขตพื้นที่การศึกษา
ซึ่งเราเรียกคณะนี้ว่า Roving Team
ซึ่งเหมือนกับคณะเคลื่อนที่เร็วไปช่วยโรงเรียนนั่นแหละ(แต่จริงๆก็เร็วยาก)
พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๔๘ ผมกับทีมงานได้กำหนดกลยุทธ์การนิเทศร่วมกับ
ศน.สพท.ในเขตตรวจราชการที่ ๔ (๗ สพท.)
และผู้บริหารโรงเรียนในโครงการ ว่าจะทำกิจกรรมร่วมกัน ๓
กิจกรรม โดยให้ผมและทีมงานเป็นแกนหลัก คือ
ที่โรงเรียนในฝันด้วยกัน
เดือนละ ๑ ครั้ง กำหนดประเด็นไปดูและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ครั้งละ ๑
วัน
แต่ละโรงเรียนก็จะพาคนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆขับรถไปกันเองไปเจอกันที่โรงเรียนนั้นๆ
เราไม่มี/ไม่ใช้งบประมาณกัน เราต่างทำกันด้วยใจรัก
มีพันธะสัญญาทางใจต่อกัน
โรงเรียนเจ้าภาพก็ดูแลต้อนรับกันเหมือนพี่เหมือนน้อง
ไม่ติดระบบราชการ ๒ ปีผ่านไป เราทำได้ถึง ๑๕
ครั้ง(มีโรงเรียนนอกเขตบ้าง)
และสิ้นปีเราพอจะได้รับงบประมาณบ้างเล็กน้อยที่จะพอช่วยโรงเรียนเจ้าภาพบ้าง
เราก็ได้มีการจัดนิทรรศการเสนอผลงานเป็นการประชุมสรุปผลประจำปีกัน ๒
ปี โดยในเดือนกันยายน ปี ๒๕๔๗ จัดที่โรงเรียนนนทบุรีพิทยาคม
(ผช.รมว.ศธ.ปิยะบุตร์ ชลวิจารณ์มาเป็นประธาน)
ท่านปิยบุตร์ชื่นชมและให้ข่าวไปทั่วประเทศ ปี ๒๕๔๘
จัดที่โรงเรียนบางปะหัน เป็นการจัดนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่มาก
(ท่านที่ปรึกษาฯนิวัตร นาคะเวช เป็นประธาน)
ตอนนั้นเราไม่รู้เรื่อง KM เลย
แต่ทำได้ตามกระบวนการที่ใกล้เคียงอย่างประหลาด
ผลการประเมินผู้เข้าร่วมต่างชื่นชอบกันมาก และสรุปกันว่า
เป็นวิธีเรียนรู้ที่แท้จริง โดยแต่ละโรงเรียนก็มีบริบทของตนเอง
ไปดู/ฟังคนอื่นแล้วก็เกิดแนวคิดเทียบเคียงมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเอง
ซึ่งเป็นผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนในเขตตรวจราชการที่ ๔
ผ่านการประเมินเป็นต้นแบบในฝันแล้วถึง ๒๖ โรงเรียน (จาก ๓๖
โรงเรียน)และเป็นโรงเรียนได้รับรางวัลพระราชทานกันปีละหลายโรงเรียน(อาจดูทึกทักไปหน่อยก็ได้)
๒.การจัดทำ”สารสู่ฝัน”เผยแพร่ซึ่งกันและกันโดยแทบไม่ต้องใช้หนังสือราชการเดือนละ
๑ ฉบับ ผมลงมือเขียนเองติดต่อกันทุกเดือน
โดยทีมงานช่วยดูแลประสานงานจัดส่งทั้งเอกสาร(ทำปกสวย) และลงในเว็บไซต์
สพท.นนทบุรี เขต ๑ ติดต่อกันไม่เว้น รวมทั้งสิ้น ๑๘ ฉบับ
ปัจจุบันหลังจากที่อบรมเรื่อง KM
แล้วผมก็ย้ายมาลงที่บล็อกนี้แล้ว
ซึ่งมีหลายเรื่องที่ลงจึงอาจจะไม่เป็นสารสู่ฝันโดยตรง
แต่ก็กว้างขวางขึ้น
ถ้ามีเรื่องเกี่ยวข้องกับโรงเรียนในฝันผมก็จะลงในบล็อกนี้
๓.การเยี่ยมนิเทศโรงเรียนในฝัน
กำหนดเป้าหมายว่าอย่างน้อยโรงเรียนละ ๑ ครั้ง
ก็สามารถทำได้ตามเป้าหมาย แต่ปีที่ ๒ ไม่สามารถไปได้ครบ
ถือว่าไปเยี่ยมให้กำลังใจกัน เรื่องนี้ค่อนข้างทำได้ยาก
งบประมาณก็มีน้อย ต้องขับรถไปกันเอง
และงานประจำที่เขตพื้นที่การศึกษาตนเองก็มีมาก
เราทำเพราะสนุกอยากจะทำกัน โดยผม อ.ชุมศรี และ อ.ประสงค์
(คู่ทุกข์คู่ยากกัน ๓ คน) ขับรถกันไปแต่ละโรงเรียน ไปสมทบกับ
ศน.สพท.ที่ดูแลโรงเรียนในฝันแต่ละเขต
ไปโรงเรียนไหนก็ให้การต้อนรับอย่างดี
ต่างดีใจที่เราไปก็รู้สึกอบอุ่นเป็นพี่เป็นน้องกัน
แต่ก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน ถือว่ามาเยี่ยมกันมากกว่า
พอสิ้นปีที่ ๒ เราก็จัดทำรายงานสรุปการดำเนินงานกัน(ดูได้ที่เว็บไซต์
สพท.นนทบุรี เขต ๑) สาระก็คล้ายกับที่กล่าวข้างบนนี้แหละ
พอมาถึง ปี ๒๕๔๙
เป็นปีแห่งการที่โรงเรียนรับการประเมินเป็นต้นแบบในฝันกัน
เราก็เลยเปลี่ยนจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
เป็นการไปช่วยซักซ้อมให้โรงเรียนที่พร้อมรับการประเมิน
แต่ก็ทำได้ไม่กี่แห่ง ต้องขอบคุณ ศน.สพท.ทั้ง ๗ เขต
ที่เป็นภาระดูแลซักซ้อมให้โรงเรียนอย่างดี
โรงเรียนใดที่ผมและคณะไปได้ก็จะไปทุกแห่ง
วันที่โรงเรียนรับการประเมินจริงเราก็จะเชิญโรงเรียนในฝันด้วยกันที่ยังไม่ผ่านการประเมินไปดูเป็นแนวทางเตรียมความพร้อมของตนเอง
โรงเรียนใดผ่านแล้วก็จะไปเป็นกำลังใจและไปดูเพื่อจะได้ทำให้ดียิ่งขึ้น
บางโรงก็ถูกเชิญร่วมเป็นกรรมการประเมินด้วย
ผมและคณะก็ถูกเชิญเป็นกรรมการประเมินด้วย(ตามองค์ประกอบของกรรมการประเมิน)แต่ก็ไปไม่ได้ทุกโรงเหมือนกัน
ก็ผ่านไป ๒๖ โรงเรียนแล้ว เหลืออีก ๑๐ โรงเรียนเท่านั้น
เมื่อเร็วๆนี้เราได้ประชุม ศน.
ทั้งหมดทุกเขตพื้นที่มาทบทวนถึงกิจกรรมที่จะทำกันต่อเนื่อง(ทั้งๆที่ไม่มีงบประมาณและงานก็มากขึ้นกว่าทุกปี)
ผมได้เล่าเรื่อง KM ให้พรรคพวกฟัง ต่างก็เห็นดีเห็นงามว่า
เราจะทำเหมือนทุกปีคงไม่ได้แล้ว
เลยตกลงกันว่าจะลองประชุมโดยใช้กระบวนการ KM ด้วยรูปแบบ Video
Conferrence (ดังที่เคยเขียนไว้ในบล็อกที่ผ่านมา)
ส่วนการช่วยเหลือก็จะให้โรงเรียนในฝันจับคู่ดูแลกัน โดยมี
ศน.เป็นผู้ประสานงานช่วยเหลือ
และถ้าโรงเรียนใดพร้อมรับการประเมินเราก็จะถือโอกาสไปดูงานกันที่โรงเรียนนั้น
ทั้งสนุกและก็เหนื่อยดี…