“ความรู้” ในที่นี้จึงเป็นสิ่งที่มีทั้ง “เทคนิคที่ใช้ + กับบริบทในขณะนั้น” ทำให้ได้เห็นว่า . . . เกิดอะไรขึ้น? ทำอะไร (ใช้เทคนิคอะไร)? ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง? สิ่งต่างๆ (ปัจจัยรอบข้าง) มีอะไรบ้างจึงทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนั้น?

         การแชร์ความรู้ที่เป็น Tacit หรือความรู้ที่เป็น ประสบการณ์ตรง นั้นส่วนใหญ่มักจะใช้ การเล่าเรื่อง (Storytelling)” . . . ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะ Tacit Knowledge เป็นความรู้ประเภทที่ต้องอิงอยู่กับบริบท (Context) ไม่ใช่ความรู้ที่อยู่ลอยๆ (หรือถูก Generalize มาแล้ว) การใช้การเล่าเรื่องจะทำให้ผู้ฟังได้รายละเอียดต่างๆ ที่มาพร้อมๆ กับเทคนิคที่ใช้ ทำให้ได้ทราบว่าในตอนนั้นสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร

          การใช้คำว่า ความรู้ ในที่นี้จึงเป็นสิ่งที่มีทั้ง เทคนิคที่ใช้ + กับบริบทในขณะนั้น ทำให้ได้เห็นว่า . . . เกิดอะไรขึ้น? ทำอะไร (ใช้เทคนิคอะไร)? ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง? สิ่งต่างๆ (ปัจจัยรอบข้าง) มีอะไรบ้างจึงทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนั้น? มันคงคล้ายกับการเรียน MBA ที่เรียนผ่าน กรณีศึกษา (Case Study)” เพื่อที่ว่าจะได้เข้าใจความรู้ภาคทฤษฎีได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการจัดการความรู้ก็เช่นเดียวกัน เราไม่น่าจะจัดการกันเฉพาะความรู้เชิงทฤษฎี (Explicit Knowledge) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับ Tacit ด้วยเช่นกัน

          จากการสังเกตการแชร์ Tacit Knowledge ในหลายๆ ที่ พบว่าถึงแม้จะมีการใช้เรื่องเล่า แต่การเล่าเรื่องก็มิได้เลื่อนไหลจนทำให้ได้ Tacit Knowledge ตามที่ต้องการ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ หลายครั้งผู้ฟังไม่ได้ปล่อยให้ผู้เล่า เล่าอย่างครบถ้วนกระบวนความ (ตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง)  ผู้ฟังมักจะคอยเสริม คอยเติม คอยแต่งอยู่ด้วยตลอดเวลา เป็นต้นว่าผู้เล่ากำลังเล่าถึงเทคนิคที่ตนเองใช้ ว่าทำอะไรไป ทำไมจึงทำไปเช่นนั้น แต่ผู้ฟังมักจะอดใจไม่ได้ เพิ่มเติมให้ตลอดเวลา ว่าน่าจะมีวิธีนั้นวิธีนี้ด้วย ทำให้ผู้เล่า เล่าไปแบบหยุดๆ เป็นการเล่าแบบสั้นๆ ไม่สามารถพูดให้เห็นรายละเอียดได้ว่าทำไมถึงทำไปเช่นนั้น . . . ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าที่พูดกันนั้น ไม่ใช่ Tacit ที่ติดอยู่กับบริบทของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กลายเป็นการระดมความคิดของคนหลายๆ คนไป ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่การเล่าเรื่องแต่อย่างใด !!