ผมค้นพบความจริงข้อนี้โดยบังเอิญ    จากการประชุมกลุ่มเล็กๆ เพื่อหาวิธีปฏิรูประบบอุดมศึกษา   และจากการที่การออกทีวีของท่านเลขาสุเมธ    แนวคิดตรงใจของ อ. นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข   อ. นงเยาว์ จึงโทรศัพท์ไปคุยกับท่านเลขาสุเมธ    และได้รับการชักชวนให้มาร่วมวงคุยในเช้าวันที่ ๓๐ เม.ย. ๕๒ 


          อ. นงเยาว์ เกษียณอายุราชการจาก สพฐ. ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับ ๙  ด้านการศึกษาปฐมวัย   จริงๆ แล้ว ท่านเป็นนักวิจัยการศึกษานั่นเอง   เคยเป็นหัวหน้างานส่งเสริมและวิจัยก่อนประถมศึกษาของ สปช. ซึ่งต่อมาคือ สพฐ.


          เมื่อพบกัน เราก็จำกันได้ทันที ว่าเคยพบกันเมื่อประมาณ ๑๐ ปีมาแล้ว   สมัยผมเป็น ผอ. สกว. และ สกว. ยังอยู่ที่ตึกยิปซั่ม    เราเชิญท่านมาเล่าเรื่องการวิจัยเพื่อส่งเสริม Brain-based Learning   ตอนนั้น อ. หมอประเวศอยู่ในที่ประชุมด้วย   เราประทับใจความรู้ของ อ. นงเยาว์กันทุกคนที่มาร่วมประชุม  


          อ. นงเยาว์ เป็นนักวิชาการ/วิจัย และสนใจกลไกการเรียนรู้ของเด็ก   และสนใจวิธีที่ครูจะส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กที่เราเรียกว่าสอน   ท่านบอกว่าหัวใจคือต้องเข้าใจสมองเด็ก   ว่าช่วงอายุใดสมองส่วนไหนเติบโต/ไม่เติบโต   ดังนั้น ครูคือผู้ใหญ่ที่เข้าใจเด็ก   แต่เวลานี้ ครู และผู้ใหญ่อื่นๆ ไม่เข้าใจเด็ก   เวลาสอนเด็กจึงน่าเบื่อ ไม่เกิดการเรียนรู้ และสร้างความรุนแรงจากชั้นเรียน   ชั้นเรียนกลายเป็นที่สร้างนิสัยรุนแรงให้แก่เด็ก   ตรงนี้ต้องยุติธรรมกับครูด้วยนะครับว่า พ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก และสังคม ก็มีส่วนมากทีเดียว ในการร่วมกันสร้างนิสัยรุนแรงให้แก่เด็ก   เรื่อเหล่านี้ อ. นงเยาว์มีคำอธิบายหมด   และมีวิธีการที่ดีด้วย   มีการเขียนเป็นหนังสือ ชุดคู่มือการสอน   มีการออกทีวี ๕๖ ตอน   แต่เกือบจะบอกได้ว่า ไม่เกิดผล


          เป้าหมายของวิธีการสอนของทีม อ. นงเยาว์ มี ๓ หัวใจคือ สอนให้คิดเป็น  พูดทางบวก  ไม่ใช้ความรุนแรง   รายละเอียดมีมากมายและผมเห็นว่าใช้การได้ดีมาก


          ผมกลับมาครุ่นคิด (AAR, Reflection) ที่บ้าน ว่าทำไมหลักการ วิธีการดีๆ เช่นนี้ จึงไม่กระจายไปทั่ววงการศึกษา    อ. นงเยาว์ บอกว่าเป็นเพราะระบบ ที่ผู้บริหารเปลี่ยนบ่อยมาก   เปลี่ยนใหม่คนหนึ่งก็คิดโครงการใหม่ๆ เพื่อชื่อเสียงของตนเอง   ผมบอกที่ประชุมว่า เพราะผู้บริหารเป็นโรค NIH   ดร. กฤษณพงศ์เป็นวิศวกร ไม่รู้จักโรคนี้   รู้แต่ว่า NIH (National Institute of Health) เป็นองค์กรด้านการวิจัยสุขภาพที่ใหญ่โตมากของสหรัฐอเมริกา    ผมจึงต้องเฉลยว่า โรค NIH คือ Not Initiated Here Syndrome   เป็นโรคที่ระบาดอยู่ทั่วโลก   ก่อความเสียหายรุนแรงกว่าไข้หวัดหมูมากมาย   แต่ผู้คนไม่รู้สึก


          ผมกลับบ้านมาคิดใหม่ ว่าที่กระจายเรื่องดี ที่เป็นหัวใจของการศึกษาชิ้นนี้ไม่ออก   เป็นเพราะใช้ยุทธศาสตร์ผิด   (อย่าลืมนะครับ ว่าในการคิดแบบนี้ ผมเองนั่นแหละที่อาจผิด)   คือใช้ยุทธศาสตร์เผยแพร่หลักการและวิธีการ   และยุทธศาสตร์ฝึกอบรม  ยุทธศาสตร์โรงเรียนในโครงการวิจัย


          ผมคิดว่า วิธีที่ได้ผล (และทำตอนนี้ก็ยังไม่สาย) คือยุทธศาสตร์ใช้หลักการหรือทฤษฎี นำไปสู่การกำหนด Core Competencies สัก ๗ – ๘ ตัว   สำหรับใช้เป็นเครื่องมือหา SS (Success Stories) ตามแนวทางนั้น   จัดเวที SSS (Success Story Sharing)    ให้รางวัล ให้ความชื่นชม ต่อยอด ทำวิจัยเสริม   จัดเครือข่าย ลปรร.   ซึ่งวิธีนี้ LLEN ของ สกว. กำลังใช้อยู่   ผมจึงคิดว่าจะหาทางเชื่อมโยง อ. นงเยาว์ กับ LLEN   ให้วง/เครือข่าย LLEN ได้เอาแนวทางของ อ. นงเยาว์ และคณะ ไปใช้ด้วย    จึงขอสื่อสารเรื่องนี้ไปยัง ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย และ ดร. เจือจันทร์ จงสถิตย์อยู่ ผู้ส่งเสริม LLEN ให้ได้รู้จัก อ. นงเยาว์ (โทร ๐๘๑ ๕๙๘ ๖๓๐๐) และร่วมมือกัน   เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองของเรา 

วิจารณ์ พานิช
๑ พ.ค. ๕๒