เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นการถ่ายทอดความรู้สึก และความสามารถที่จะจัดการตัวเอง จนหันกลับมายืนสู้อีกครั้งของคนๆหนึ่ง

  จนถึงวันนี้ความตั้งใจของผู้เขียนที่จะไปเยี่ยมคุณสิริ นพไธสง อาสาสมัคร วัดไทยกุสินารา ประเทศอินเดีย ที่เจ็บป่วย และกลับมารักษาตัวที่เมืองไทย ก็ยังไม่ได้ไปสักที

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ดูรวดเร็วสำหรับคนที่ยังสุขภาพดี และมีภารกิจให้ปฏิบัติ อยู่ตลอดเวลา เช่นตัวผู้เขียนเอง แม้ความตั้งใจก็ยังอยู่ครบถ้วน รอวันหยุดยาวครั้งต่อไป แต่แล้วเมื่อเช้านี้ เห็นเบอร์โทรศัพท์ ของคุณสิริ นพไธสง แสดงอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง ก็นึกดีใจ และจะได้รู้อาการที่ผ่านมาด้วย

  แต่เมื่อฟังเรื่องราวจากการสนทนาแล้ว ผู้เขียนใจหาย และไม่นึกว่า คุณสิริจะคิดถึงผู้เขียน เป็นคนแรกที่อยากจะบอกเล่าเรื่องวิกฤตกับสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นมา

  ผู้เขียนติดต่อครั้งสุดท้าย ประมาณหลังสงกรานต์ แจ้งว่าไม่ได้ไปเยี่ยมช่วงนี้ ซึ่งคุณสิริก็ บอกว่าไม่ต้องกังวล และมีอาการเกรงอกเกรงใจ แต่ก็เชื้อเชิญ ให้มาบ้านท่านสักครั้ง

   คุณสิริบอกเล่าว่า เมื่อสัก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ รู้สึกมีไข้สูงทรมานมาก เจ็บปวดเนื้อตัว ซ้ำอาการบวมที่เท้า ก็ยังไม่ปกติ ยาที่กินประจำ ก็ทำให้หลับใหลตลอดทั้งวัน เบลอๆ และลิ้นก็ไม่ค่อยรู้รสอาหาร เป็นช่วงที่รู้สึกท้อแท้ กับร่างกายและจิตใจอย่างแรง นึกอยากจะให้พ้นทุกขเวทนานี้เสียที เหมือนคนสิ้นหวัง และอยากปล่อยให้ตายไป

  ภรรยาของท่านดูแล ให้กำลังใจดีเยี่ยม เอาใจใส่และหยุดยาบางตัวลงบ้าง จากนั้นดูอาการเริ่มทุเลา เหมือนมีสติกลับคืนมา ทั้งฤทธิ์ยา ฤทธิ์ไข้ ผสมผเสกันนั่นเอง

  อีกทั้งคุณสิริเอง ก็ได้รับ SMS จากคุณหมอB.N.SINGH ส่งมาเยี่ยมทุกวัน และทำให้คิดถึงงาน คิดถึงกุสินารา จนอยากจะมีชีวิตอยู่ และได้ทำงานต่อไปอีก ในฐานะอาสาสมัคร

  คุณสิริบอกว่า ช่วงนั้นอยากโทรหาผู้เขียนเหมือนกัน อยากทราบวิธีที่ตายอย่างไม่ทรมาน

แต่วันนี้ ผู้เขียนจะนำข่าวดีมาบอก ว่าคุณสิริ ผ่านพ้นวิกฤตนั้นแล้ว มีกำลังใจ และร่างกายดีขึ้น รับประทานอาหารได้ หายไข้แล้ว จะไม่คิดในทางสิ้นหวังอีกต่อไป

  เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นการถ่ายทอดความรู้สึก และความสามารถที่จะจัดการตัวเอง จนหันกลับมายืนสู้อีกครั้งของคนๆหนึ่ง  ได้พูดคุยให้กำลังใจกัน ถึงคุณค่าของเวลาชีวิต ที่เราต่างมีเหลืออยู่ ที่จะสร้างประโยชน์ให้ใครต่อใคร เหมือนที่เคยทำมา ได้อีกมากมาย และเราอาจจะได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์โลกนี้ให้น่าอยู่ต่อไป ขอให้รักษา กายใจให้ดี

  ถ้าเป็นกรรมที่มาบีบคั้น ให้คุณสิริ รู้สึกอยากจะตาย ผู้เขียนก็คิดว่า กำลังกรรมนั้น หมดแรงแล้ว เพราะ ที่สุดคุณสิริ ก็ได้โทรศัพท์ มาหากัลยาณมิตร และเล่าเรื่องเหล่านี้ได้ อย่างเข้ม และไม่มีความคิดนั้น ตกค้างอยู่ในใจเลย

  เพื่อนๆหรือคนรอบข้างเรา บางครั้งก็กำลังอยู่ในสภาวะ แมลงที่ตกน้ำ กำลังแหวกว่ายเอาชีวิตให้รอดพ้นจากการจมน้ำ หากเรามองเห็น แล้วเดินผ่านเลยไป แต่คิดในใจว่า จะกลับมาช่วยนะ แต่นั่นอาจสายเกินไป เพราะเรียวแรงของผู้กำลังทนทุกข์นั้น มีไม่มากเท่าไหร่

  ผู้เขียนสัญญาว่าจะโทรเยี่ยมคุณสิริบ่อยกว่านี้ มีโอกาสจะไปเยี่ยมทันที และถ้ารู้สึกท้อแท้อย่าหวั่นไหว ขอให้โทรกลับมาหาสักหน่อย บางทีความรู้สึกว่าทุกข์ร้อน อาจจะได้บรรเทาลงบ้าง

  อย่างน้อย เราก็มีใจที่รักในงานที่ทำตรงกัน คือ"งานอาสาสมัคร" นั่นเอง