ผู้เขียนอยากเล่าเรื่อของพ่อที่เส้นเลือดในสมองแตกให้ผู้อ่านได้รับรู้ เพราะมีบทเรียนรู้หลายๆอย่างและคงเป็นประโยชน์กับบุคลากรทางสาธารณสุขและญาติผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกหลายๆราย แต่ที่รอเวลาผ่านมา 5 เดือนกว่า เพราะอยากจะเล่าตั้งแต่แรกจนอาการในปัจจุบันนี้

บทเรียนเรื่องที่หก  :  ภูมิปัญญาไทยกับการประคบ

                        ผู้เขียนเล่าแล้วในบทเรียนเรื่องที่สาม  :  การมีส่วนร่วมของการรักษาของญาติเป็นได้มากกว่าการเซ็นใบอนุญาตยอมรับการรักษา พวกเราจึงทำทุกอย่างผสมผสานกันหมดตั้งแต่การทำบุญ รวมทั้งภูมิปัญญาไทยก็ไม่ทิ้ง โดยส่วนตัวแล้วชอบนวดแผนไทยเวลานวดแล้วก็สบายตัวดีบางทีปวดเมื่อยก็หายปวดได้ ก็คิดเองผู้สูงอายุถ้านวดอาจช้ำได้ถ้าคนนวดนวดแรงใช้วิธีประคบน่าจะดีเป็นการใช้หลักประคบร้อน ก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเพิ่ม ตอนหลังถามแพทย์ก็ให้ประคบได้ดังนั้นที่คิดที่ทำไปแล้วก็น่าจะไม่เสียหาย ตอนนี้คุณพ่อจะได้รับการทำกายภาพจากคนดูแลเช้าเย็นและหมอนวดในหมู่บ้านมาประคบทุกวัน ทุกวันนี้มือข้างขวาหยิบกระดาษเช็ดปากได้บ้างมีแรง มือซ้ายเริ่มมีแรง ขา 2 ข้างมีแรงเพิ่มขึ้นชันเข่าได้จากที่ไม่มีแรงเลย นั่งทรงตัวได้ดีขึ้น จากผู้ป่วยที่ได้3คะแนนจาก15คะแนนในตอนเส้นเลือดในสมองแตกที่ใครๆก็คิดว่าไม่รอดหรือเป็นเจ้าชายนิทรา

         บทสรุป

           ผู้เขียนคิดว่าบ้านใดมีผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกต้องตั้งความหวังให้สูง ถ้าเราใส่ความตั้งใจไว้สูงทุกคนก็จะช่วยผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น คนดูแลจะเบาลง ช่วงแรกทุกคนต้องอดทนที่จะรอ แต่ถ้าคิดว่าไม่รอดเป็นผัก ได้เท่านี้เดินไม่ได้ ทุกคนก็จะปล่อยให้ผู้ป่วยนอนไปตามสภาพนั้นเท่ากับว่าคนดูแลจะหนัก เพราะผู้ป่วยจะไม่สามารถช่วยเราได้เลย ดังนั้นทุกคนต้องตั้งเป้าหมายเดียวกันตั้งแต่คนในครอบครัวและคนเฝ้า

               สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบคุณอาจารย์นายแพทย์องอาจ  เลิศขจรสิน  หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์  อาจารย์นายแพทย์พีระพงศ์  เธียราวัฒน์ ศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดคุณพ่อ อาจารย์นายแพทย์ รัฐพล แสงรุ้ง วิสัญญีแพทย์  ทีมงานวิสัญญี  น้องๆห้องผ่าตัด  น้องๆ ICUที่ดูแลคุณพ่อนาน1เดือน น้องๆ หอผู้ป่วย 4A ที่ดูแลคุณพ่อนาน1เดือน พยาบาลและเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วยนอกศัลยกรรม อาจารย์นายแพทย์ชินภัทร์ จิระวรพงศ์ รวมทั้งบุคลากรโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรที่เกี่ยวข้องทุกท่าน