ผมเพิ่งไปร่วมเวทีเสวนา เรื่อง จากวัฒนธรรมความตายสู่กฏหมาย จากกฏหมายสู่วิธีปฏิบัติ ในเวทีรับฟังความเห็น ชื่อยาวมากกก ”การทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อ ยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย” ซึ่งผมขออนุญาตเรียกสั้นๆตามหัวเรื่องชุดนี้ว่า หนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาฯ ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่ายพุทธิกา ในวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา
ในวันนั้นนอกจากจะมีวิทยากรที่เป็นบรมครูผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายทางการแพทย์อย่าง ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ มาร่วมให้ความคิดเห็นแล้ว สิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เวทีนี้มีพลังอย่างยิ่ง คือ ผู้เข้าร่วมที่มีประสบการณ์ตรงเรื่องนี้กว่า ๙๐ คน ซึ่งมีทั้งบุคลากรสุขภาพ อาสาสมัคร ผู้ดูแลแลคนไข้และคนไข้เอง
เวทีนี้เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องในเรื่อง การทำหนังสือชื่อยาวๆข้างบน ซึ่งมีขึ้นตามกฏกระทรวงที่กำลังอยู่ในระหว่างการยกร่างและรับฟังความคิดเห็น ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒ ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๕๐ แต่กำลังรอรายละเอียดขั้นตอนปฏิบัติในกฏกระทรวงที่ว่า โดยการรับฟังความคิดเห็นนี้ จัดที่สงขลาเป็นครั้งแรก และจะจัดอีก ๓ ครั้งทั่วประเทศ คือ ขอนแก่น เชียงใหม่ และกทม.
ผมคิดว่าเรื่องนี้มีประโยชน์และสมควรช่วยกันเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบในวงกว้าง จึงขออนุญาตเขียนบันทึกเกี่ยวกับความคืบหน้าของการดำเนินการ ความคิดเห็นส่วนตัวของผม และอยากจะเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมกันมากๆ เพราะ เราจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กันทุกคน
สามารถอ่านรายละเอียดของพ.ร.บ. กฏกระทรวง และโครงการเพิ่มเติมได้ ที่นี่
บันทึกเก่าๆของผม ๔ มกรา มหามงคล คลอด พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ เพื่อแก้วิกฤตชาติ
สวัสดีตอนเช้าค่ะ อาจารย์ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ
แวะมาอ่านเรียนรู้ และทักทายค่ะ
ขอบคุณค่ะ
มีความสุขในการทำงาน นะคะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ดีค่ะอาจารย์โดนเลยค่ะ กุ้งเองอยู่หน้างานโดยตรงบ่อยครั้งที่เราเจอคนไข้เด็กระยะสุดท้ายที่ปฏิเสธการรักษา เเต่ในกรณีเด็กเล็กคนตัดสินใจคือพ่อเเม่ หลักฐานที่เราให้ครอบครัวเซนต์ คือใบเซนต์ไม่สมัครใจอยู่รักษา แต่ความเป็นจริงมันน่าจะมีมากกว่านั้น
อีกกรณีหนึ่งที่พึ่งเจอล่าสุด เเต่เป็น case ผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายที่อยู่ใน program การดูแลของทีมนำ คนไข้พึ่งเข้า program ครอบครัวยังเตรียมใจไม่พร้อม วันหนึ่งคนไข้เกิด arrest จำเป็นต้องใส่ tube CPR อยู่นาน จนคิดว่าไม่ไหว แต่พ่อเเม่ยังอยากปั๊มต่อ โดยความรู้สึกส่วนตัวในตอนนั้น เราไม่อยากเห็นน้องทรมาน ไม่อยากให้พ่อแม่เขาเสียโอกาสในการบอกทางลูกตามหลักศาสนาพุทธ และในการได้อยู่ด้วยกันในชั่วโมงสุดท้ายของลูก จึงพูดเชิงลักษณะว่า ถ้าปั๊มต่อไปน้องเขารู้ตัวอยู่เขาคงเจ็บ ซึ่งบางทีกุ้งคิดว่าก็หมิ่นเหม่เหมือนกันนะคะเหมือนเราตัดสินใจเเทนเขา เพื่อยุติการ CPR เเต่ตอนนั้นคิดว่าพ่อเเม่กำลังงง งง คิดอะไรไม่ออก เเต่สุดท้ายครอบครัวตัดสินใจตามที่เราเสนอเเนะ 1 ชั่วโมงต่อมาน้องก็เสีย เเม่ พ่อก็ได้กอด ลูก ได้พูดคุยกับลูก บอกรักลูก วันนั้นกุ้งได้ถ่ายภาพให้เขาหลังจากที่น้องเสียแล้วเป็นภาพกอดสุดท้ายระหว่างแม่ลูก ก่อนที่ครอบครัวจะพาน้องกลับบ้านในสภาพที่หมดลมหายใจแล้ว
อาจารย์มาขอนเเก่นเหรอคะ ว๊า! ไม่ทราบเรื่องเลยค่ะ ทีมไหนจัดคะอาจารย์
ถ้าเป็นคณะเเพทย์น่าจะประชาสัมพันธ์มากกว่านี้