ยิ่งนับวันอำนาจรัฐในรูปแบบดั้งเดิม ที่เน้นอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ยิ่งเสื่อม ต้องมีอำนาจทางสังคม อำนาจประชาคม เข้าเสริม

เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของอุดมศึกษา (1)

      ผมตีความ (ซึ่งไม่ทราบว่าผิดหรือถูก) ว่าวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม หรือในระบบต่างๆ ของสังคม มีสาเหตุใหญ่จากการที่ การกระทำที่ผ่านมา ผิดธรรมชาติ ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งที่น่าจะพบบ่อยที่สุดคือยังหลงหมกมุ่นอยู่กับกระบวนทัศน์เก่า วิธีการเก่า โดยที่สังคม/โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว จะทำงานให้ได้ผลต้องใช้กระบวนทัศน์ใหม่

      อุดมศึกษาไทยก็อยู่ในวิกฤต เป็นวิกฤตสองด้าน คือทั้งคุณภาพและปริมาณ ด้านคุณภาพเป็นที่รู้กันว่า ในภาพรวม คุณภาพของบัณฑิตไม่ดี อาจมีที่คุณภาพสูงเพียงบางสาขา ในบางสถาบัน ด้านปริมาณ คนทั่วไปไม่ทราบว่า เวลานี้เรามีสถาบันอุดมศึกษามากเกินไป และยังมีคนต้องการตั้งใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งถ้าไม่วางกติกาให้ดี ทำให้สังคมเข้าใจ และบังคับใช้ให้ได้ผล สถาบันอุดมศึกษาที่ล้นนั้นจะทำ supply creates false demand เกิดผลร้ายต่อสังคม

      เราต้องการกระบวนทัศน์ใหม่ในการจัดการระบบอุดมศึกษา และในการจัดการสถาบันอุดมศึกษา กระบวนทัศน์ใหม่ที่สำคัญได้แก่

  • การทำให้อุดมศึกษาเป็นของสังคม ไม่ใช่ของหน่วยราชการ ไม่ใช่ของผู้มีอำนาจรัฐ (Education by All)
  • การทำให้กิจกรรมอุดมศึกษาเป็นของคนทุกกลุ่มอายุ (Education for All) ของทุกภาคส่วน (sector) ในสังคมไทย
  • การทำให้อุดมศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทุกประเภทในสังคม
  • การทำให้ระบบอุดมศึกษาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลก (Globalization) อย่าง “เป็นมวย” และอย่างที่สังคมไทยได้ประโยชน์

       การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ๔ ประเด็นข้างบนนั้นเข้าใจยาก จะให้ชัดเจนต้องอธิบายและยกตัวอย่าง

การทำให้อุดมศึกษาเป็นของสังคม ไม่ใช่ของหน่วยราชการ ไม่ใช่ของผู้มีอำนาจรัฐ (Education by All)

       ที่จริงระบบอุดมศึกษาของเราอยู่ใต้กระบวนทัศน์ใหญ่ในสังคม คือวัฒนธรรมอำนาจ และวัฒนธรรมรัฐรู้ดีกว่าประชาชน การดูแลระบบอุดมศึกษาที่ผ่านมาจึงเน้นการออกข้อบังคับ มีข้อบังคับดีๆ ออกมามากมาย มีความละเอียดประณีตมาก แต่พอไปเจอสภาพจริงในสังคมไทย ที่มีวัฒนธรรมศรีธนญชัย สกอ. ก็อยู่ในสภาพยักษ์ไร้กระบอง ที่จริงมีกระบองนะครับ แต่กระบองสั้น คนก็มีน้อย ไม่มีทางไปไล่ตรวจสอบ เพราะที่จริงสามัญสำนึกมันบอกเราว่าถ้าจะให้กฎข้อบังคับศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องมีการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ (law enforcement) และเรารู้ๆ กันอยู่ ว่าสังคมไทยเป็นสังคมนักเลี่ยงกฎ เรามีความสร้างสรรค์สูงในการเลี่ยงกฎ

       ยิ่งนับวันอำนาจรัฐในรูปแบบดั้งเดิม ที่เน้นอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ยิ่งเสื่อม ต้องมีอำนาจทางสังคม อำนาจประชาคม เข้ามาเสริม

       อำนาจรัฐดั้งเดิมเป็นอำนาจดิ่งเดี่ยว เวลากำหนดหลักการอะไร ก็จัดออกมาเป็นกฎข้อบังคับของราชการส่วนกลาง แล้วสมมติเอาว่าได้ดูแลเรื่องนั้นแล้ว ไม่ได้ตระหนักหรือยอมรับความเป็นจริงว่า การที่สังคมจะยอมรับตามหลักการ/ข้อบังคับนั้น สังคมสมัยใหม่ต้องการความเข้าใจ ว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และต่อตัวเขา การละเมิดกติกาเป็นการทำร้ายส่วนรวม ซึ่งมีผลต่อตัวเขาด้วย ก็จะมีขบวนการทางสังคมเข้ามาหนุน เท่ากับว่า มีอำนาจอีกอำนาจหนึ่งเข้ามาเสริมหรือค้ำยันหลักการนั้น นอกจากนั้น สังคมยังมีกลไกอื่นอีกมากมาย เช่นกลไกการสื่อสารมวลชน กลไกคุ้มครองผู้บริโภค กลไป web 2.0 กลไกประชาคม และอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ รักษาสิ่งดีๆ ให้แก่สังคม

       เท่ากับว่า ในความเป็นจริง ระบบอุดมศึกษา (และระบบอื่นๆ ของสังคม) อยู่ภายใต้อำนาจที่ซับซ้อนหลากหลาย ฝ่ายบริหารและกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาจึงต้องมีความรู้ความสามารถในการเอื้อให้อำนาจในสังคมที่มีความหลากหลายซับซ้อนนั้น เข้ามาประกอบกัน เสริมกัน สร้างระบบอุดมศึกษาที่ดีให้แก่ประเทศไทย

       นั่นคือ เราต้องการกระบวนทัศน์ใหม่ มาแทนที่กระบวนทัศน์เดิม

       โดยกระบวนทัศน์เดิมมุ่งจัดการ/กำกับ ด้วยอำนาจรัฐดิ่งเดี่ยว   กระบวนทัศน์ใหม่มุ่ง จัดการ/กำกับ ระบบอุดมศึกษาด้วยอำนาจที่หลากหลาย ที่มีอยู่แล้วในสังคม เราต้องรู้จักส่งเสริมให้พลังด้านดีในสังคมเข้ามาปกป้อง รักษา ส่วนที่ดีของระบบอุดมศึกษา และร่วมกันขจัดส่วนที่ชั่วร้าย ก่อผลร้ายแก่สังคม ออกไป

      นักจัดการระบบอุดมศึกษา นักกำกับระบบอุดมศึกษา ต้องการกระบวนทัศน์ใหม่ในการทำงาน และต้องพัฒนาทักษะใหม่ที่เป็นไปตามกระบวนทัศน์ใหม่นี้

      ผมสารภาพ ว่าผมเองก็ไม่มีทักษะนี้ และกำลังเรียนรู้อยู่ในการปฏิบัติ

วิจารณ์ พานิช

๙ พ.ค. ๕๒