ผู้เขียนสังเกตว่าในหมู่บ้านนาทราย อำเภอไชยา ชาวบ้านจะปลูกไผ่ไว้หน้าบ้าน รวมทั้งบ้านของแม่ด้วย ผู้เขียนถามแม่ว่า ทำไมถึงปลูกหน้าบ้านไม่ปลูกหลังบ้าน หรือข้างบ้าน การปลูกหน้าบ้านปิดบังทัศนียภาพ หรือพูดกับแม่ตรงๆว่าทำให้ไม่เห็นวิวสวยด้านหน้าบ้านเลย หน้าบ้านจะเป็นทุ่งนามองสุดลูกหูลูกตาสวยงามทีเดียว

       แม่ตอบว่า ไผ่ที่ปลูกไว้หน้าบ้านปลูกกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ หมู่บ้านของเราทิศตะวันออกติดต่อกับทะเล เป็นทิศทางที่ลมพัดมาจากทิศตะวันออก เป็นลมตะวันออก หรือลมว่าวและลมพายุ ไผ่เป็นต้นไม้ที่ดีที่สุดสำหรับกันลม ทำให้บ้านไม่พัง กระเบื้องไม่ปลิว เวลาลมแรงมากๆชาวบ้านทุกคนก็ไม่สบายใจ ทุกบ้านจะใช้มีดขัดร่อง(ร่องกระดานพื้นบ้าน)เป็นเคล็ดให้ลมเบาลงตามความเชื่อ

       แม่เล่าว่า คนโบราณเขาไม่ค่อยได้เรียนหนังสือแต่เขาก็มีประสบการณ์ชีวิต และสอนคนรุ่นหลังๆต่อๆกันมา แม่ก็ทำตามปู่ย่าตาทวดที่สอนแม่มา หน้าบ้านของเรานอกจากปลูกไผ่แล้วก็ยังปลูกพุทธรักษาด้วย ความหมายคือให้คุณพระพุทธคุ้มครองรักษาบ้าน รักษาคน ปลูกมะยมหน้าบ้าน เพื่อให้เพื่อนบ้านนิยมยกย่อง หลังบ้านก็ปลุกขนุนเพื่อให้มีผู้อุดหนุนส่งเสริม

       ต่อมาผู้เขียนได้เล่าเรียนหนังสือจึงอ๋อทันทีเลยว่า ลมตะวันออกของแม่ก็คือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดจากผืนแผ่นดินสู่ทะเลผ่านภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลมมรสุมฤดูหนาวนี้จะพัดพาลมหนาวมาทำให้ภาคอื่นๆ ยกเว้นภาคใต้จะหนาว ภาคใต้เองฝนจะตก ลมจะแรง อันเนื่องมาจากการพัดของลมและแนวปะทะระหว่างลมมรสุมฤดูร้อนกับหนาวทำให้เกิดร่องมรสุม ลมจะแรง ฝนจะตกหนัก ผนวกกับลมพายุจากทะเลจีนใต้ก็จะทำให้บ้านปะทะลมอย่างจัง จนทำให้บ้านพังกันมาแล้ว และหน้านี้เองที่เขาเล่นว่าวกัน

       ปัจจุบันบ้านเรือนสร้างด้วยวัสดุที่แข็งแรง คนก็เริ่มไม่ค่อยกลัวลม ตัดต้นไผ่ออกทำเป็นรั้วแทน แต่ที่สำคัญเรื่องราวของแม่ทำให้รู้ภูมิปัญญาของชาวบ้าน