เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (๓ พ.ค.๕๒) ณ หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่คณะครูโรงเรียนเพลินพัฒนาได้ไปร่วมงานระพีเสวนาครั้งที่ ๒ หลังจากที่ได้ไปร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียนไทยไทจัดงาน ระพีเสวนา ครั้งที่ ๑ กันไปเมื่อ ๕ เดือนก่อน ดังที่ได้เสนอเป็นบันทึกไว้ ๑๘ ตอนด้วยกัน
จุดมุ่งหมายสำคัญของการจัดงานระพีเสวนา คือ การชักชวนให้ภาคีกลุ่มต่างๆ มารวมตัวกันจัดเวทีเสวนาครั้งละ ๑ กลุ่มเครือข่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจและมีประสบการณ์การปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ ได้เข้าร่วมเรียนรู้ รวมทั้งสะท้อนประเด็นสำคัญ ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข เพื่อให้เกิดประโยชน์ในสังคมวงกว้างซึ่งเกิดขึ้นจากการร่วมวิจัยสังเคราะห์ล่วงหน้า ดังนั้นจึงมิใช่เป็นเพียงการนำเสนอเรื่องเด่นของแต่ละภาคีเท่านั้น
เมื่อเสร็จสิ้นการร่วมจัดเวทีระพีเสวนา ครั้งที่ ๑ แล้ว สมาชิกของเครือข่ายโรงเรียนไทยไท ยังมีการนัดหมายต่อเนื่อง เพื่อพบปะพูดคุยฉันท์มิตร และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูงานระหว่างโรงเรียนกันต่อไปตามอัธยาศัย เพื่อ
· การผสานความรู้ ความคิดเห็นที่แตกต่าง เป็นกระจกสะท้อนซึ่งกันและกัน และสามารถนำไปสู่การปรับปรุงองค์กร หรือสถาบันของตนให้ดีขึ้น
· การเสริมกำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อให้มีพลังในการทำงานที่ต้องฝ่าทวนกระแส ในขณะที่ต้องสร้างองค์ความรู้แห่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นรูปธรรม และมีแบบแผนที่ปฏิบัติได้จริง
· ร่วมกันเผยแพร่สื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
สมดังปณิธานของกลุ่มผู้จัด อันประกอบไปด้วย มูลนิธิระพี-กัลยา สาคริก ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันอาศรมศิลป์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล
เวทีระพีเสวนา ครั้งที่ ๒ นี้ เป็นของเครือข่ายภูมิปัญญาวิถีชีวิตไทยไทดำเนินเรื่องราวด้วยการพูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกลุ่มบุคคลต้นแบบการเรียนรู้ภูมิปัญญาวิถีชีวิตไทยไท(พึ่งตนเอง) ซึ่งท่านเหล่านั้นล้วนเป็นผู้นำทางความคิดและประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองอย่างถึงแก่น
ทุกเรื่องที่ได้ฟังก็ล้วนแต่พาให้ย้อนกลับมาตั้งคำถามกับการเรียนรู้ที่ผ่านมาของสังคม และ พาให้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของวัฒนธรรมเกษตรที่เป็นรากฐานของสังคมไทยยิ่งกว่าที่เคยเป็น
เรื่องเล่าของคนทำจริงเหล่านั้น ได้พาให้ผู้ฟังประจักษ์กับข้อเท็จจริงว่า “เราเป็นอิสระจากทุนนิยมได้ด้วยลำแข้งและแรงกายของเราเอง”