นักศึกษา ป.บัณฑิตสาขาบริหารการศึกษา  มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ที่ผมสอนในเทอมนี้  ขอร้องให้ผมเขียนข้อคิดให้พวกเขาเพื่อลงในหนังสืออนุสรณ์รุ่น  ซึ่งรุ่นนี้ล้วนมาจากผู้ปฏิบัติงานแล้ว ซึ่งต่างทำหน้าที่บริหารและผู้สอนหลายระดับทั้ง ผอ.  รอง ผอ.  หัวหน้ากลุ่ม หัวหน้างาน  ครู อาจารย์ฯลฯ ทั้งจากโรงเรียนเอกชน  โรงเรียนรัฐบาล  จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จาก กศน. ที่เปิดสอนหลายระดับ  ผมได้เขียนข้อคิดให้กับพวกเขาไปว่า...  
       แต่เดิมการเรียนรู้ของคนไทยเราจะเป็นการเรียนรู้แบบเชิงรับ โดยเรียนรู้จากการบอกการสอนของผู้ใหญ่ ของครู ของผู้บังคับบัญชา หรือจากการจัดอบรมให้ความรู้ตามหลักสูตรต่างๆ   ซึ่งมีข้อมูลสะท้อนการเรียนรู้ลักษณะนี้ออกมาว่า  ไม่ว่าจะสอน จะอบรมได้ดีเพียงใด ผู้เรียนก็ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทั้งหมด
      การเรียนรู้เชิงรับจะสะกัดกั้นการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งสาเหตุใหญ่เกิดจากการคิดแบบแยกส่วน  ตอนเด็ก ๆ คนจะไม่คิดแบบแยกส่วน แต่เมื่อเรียนสูงขึ้นก็เริ่มเรียนรู้เป็นวิชา เป็นเรื่อง ๆ มีการสร้างคนให้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  พอมาทำงานก็เลยคิดแบบแยกส่วน มีกำแพงกั้นระหว่างฝ่าย ระหว่างคน  อีกประการหนึ่งเกิดจากการแข่งขัน ซึ่งความจริงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยกระตุ้นให้คิดสร้างสรรค์ แต่สิ่งนี้กลับเป็นการสร้างความกลัว ความไม่มั่นใจในตนเอง เช่น กลัวคนอื่นจะว่าโง่  คิดว่าตนเองพูดไม่เก่ง ฯลฯ จึงพยายามปกป้องตนเอง หรือพยายามแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้  โดยมุ่งผลระยะสั้น และสาเหตุสำคัญสุดท้ายน่าจะมาจากความเคยชินจากการทำงานตามคำสั่ง โดยจะรอคำสั่งแล้วทำตามคำแนะนำ ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ เมื่อมีปัญหาก็จะตามผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้  การเรียนรู้ในปัจจุบันจึงถูกปรับเปลี่ยนจากแบบ
เชิงรับมาเป็นแบบเชิงรุกที่เชื่อว่าบุคคลสามารถสร้างความรู้ขึ้นได้ด้วยตนเอง 
         โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า นักศึกษาที่มาเรียน แต่ละคนล้วนมีประสบการณ์เดิมที่หลากหลายและแตกต่างกัน  อาจารย์ผู้สอนก็เป็นเพียงแหล่งเรียนรู้แหล่งหนึ่งเท่านั้น ที่มีหน้าที่มาให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นจากความรู้หรือประสบการณ์ของตนเอง รวมทั้งพยายามหาเทคนิคหรือจัดกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มากที่สุด 
     หน้าที่ของนักศึกษาจะต้องเชื่อมโยงประสบการณ์ของตนเอง กับข้อมูลใหม่ประสบการณ์ใหม่จากผู้สอน จากเพื่อนนักศึกษา และจากการศึกษาค้นคว้า สู่การจัดระบบข้อมูลสารสนเทศ  พัฒนาสู่การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วนำไปปฎิบัติ และต่อยอดพัฒนาความรู้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
           เพราะขณะนี้เราจะเห็นแต่คนที่รอรับของสำเร็จรูป  เป็นผู้บริโภคที่ว่านอนสอนง่าย และชอบทำตามแบบกันมาก  จึงทำให้สังคมเราขาดนักคิด ขาดการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนางาน พัฒนาประเทศ  รวมทั้งเป็นปัญหาต่อการสื่อสาร  ที่ชอบยึดติดกับคน  ชอบอ้างว่าผู้รู้คนนี้เขาว่าอย่างนี้  พอมีผู้รู้อีกคนว่าอีกแบบก็รู้สึกหงุดหงิด หาว่าเขาพูดไม่ตรงกัน 
      ถ้ามีใครมาถามผมทำนองนี้  ผมก็จะตอบไปว่า "แล้วคุณว่าอย่างไรล่ะ" เพื่อกระตุ้นให้เขาคิดสร้างความรู้และเป็นตัวของตัวเองเสียที
      หวังว่านักศึกษาทุกคนจะเกิดแนวคิดแนวทาง จากวัฒนธรรมการสร้างความรู้แบบนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ ให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาหรือหน่วยงานของตนสืบไป