อ.แหววไปอ่านบทความเรื่อง “เรื่องควรรู้ก่อนเลือกคู่ต่างชาติ ในเดลินิวส์เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒  พบความเห็นของคุณอาภรณ์จากกรมการปกครอง อ่านแล้ว ก็มีข้อน่าสงสัย ๒ ประการนะคะ เลยเขียนอีเมลล์มาคุยกับมวลมิตรที่สอนและทำงานเกี่ยวกับกฎหมายสัญชาติเพื่อตั้งเวทีโต๊ะกลมบนอินเทอร์เน็ตเอาดื้อๆ แล้วก็มาตั้งอีกวงในโกทูโน  

ข้อสงสัยของ อ.แหวว ก็คือ

ข้อสงสัยประเด็นแรกมาจากที่คุณอาภรณ์ว่า กม.ไทยไม่ยินยอมให้คนสัญชาติไทยถือสองสัญชาติ ??  

เอ..ข้อห้ามปรากฏตรงไหนของกฎหมายไทยล่ะคะ ช่วยกันตรวจสอบอีกทีซิคะ  คนสอนกฎหมายสัญชาติทั้งหลาย อ.แหววไม่เคยเห็น “ข้อห้าม” นะคะ  เคยตรวจสอบมาสัก ๒ ครั้งแล้ว  สังเกตเห็น  ความเป็นไปได้อยู่สองที่  กล่าวคือ  มาตรา ๒๒ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘   แต่เมื่อพิจารณาตัวบท ซึ่งก็ไม่ได้ห้าม เพียงแต่บอกว่า ถ้าทำ ก็จะเสียสัญชาติไทย ไม่มีบทกำหนดโทษ  และยังมิใช่การเสียโดยอัตโนมัติ  จะต้องรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยข้อเท็จจริง เราจึงพบว่า มีคนไทยในอเมริกามากอยู่ไปแปลงสัญชาติเป็นอเมริกัน  แต่เมื่อไม่มีการประกาศให้เสียสัญชาติไทยตามมาตรา ๕ การเสียสัญชาติไทยก็จะเกิดไม่ได้ นอกจากนั้น หากเป็นกรณีที่ได้สัญชาติต่างประเทศโดยผลของการสมรส ก็ไม่น่าจะเข้ามาตรา ๒๒ เพราะไม่ใช่การแปลงสัญชาติ จึงไม่น่าจะเสียสัญชาติ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ ยังไม่มีคำพิพากษาศาลแพ่งหรือศาลปกครองไทยในเรื่องนี้  ประเด็นนี้ น่าเอามาทำวิจัยกันสักทีนะคะ หมู่เฮาว่าไงคะ ขอความเห็นค่ะ และคราวหน้าไปสนทนาวิชาการกับท่านอาจารย์มีชัย อ.แหววเห็นทีจะเอาเรื่องนี้ไปหารือค่ะ ประเด็นนี้ มีคนมาหารือเป็นประจำ

นอกจากนั้น คุณอาภรณ์กล่าวว่า บุตรของหญิงไทยและชายต่างด้าวต้องเลือกสัญชาติไทยเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี !!

อันนี้ อ.แหววเข้าใจว่า น่าจะเป็นไปตามกฎหมายที่ประกาศใช้ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ และถูกยกเลิกในเวลาราว ๑ เดือนต่อมา กล่าวคือ มาตรา ๑๔ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าว และอาจถือสัญชาติของบิดาได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดา หรือผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง ให้แสดงความประสงค์เข้าถือสัญชาติได้เพียงสัญชาติเดียว โดยให้แจ้งความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบรูณ์ ถ้าไม่มีการแจ้งความจำนงภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่า ผู้นั้นสละสัญชาติไทย เว้นแต่รัฐมนตรีจะสั่งเฉพาะรายเป็นอย่างอื่น” บทบัญญัตินี้ถูกประกาศใช้ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ และถูกยกเลิกในวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๕ จะเห็นว่า การเร่งรีบแก้ไขบทบัญญัตินี้ก็เพราะเป็นบทบัญญัติที่ไม่อาจสร้างคุณประโยชน์มากนักสำหรับสังคมไทยซึ่งจะเป็นสังคมข้ามชาติมากขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นว่า มาตรา ๑๔ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งมาแทนที่ จึงบัญญัติว่า “ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าว และได้สัญชาติของบิดาด้วยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดา หรือผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง ถ้ายังประสงค์จะถือสัญชาติอื่นอยู่ต่อไป ให้แสดงความจำนงสละสัญชาติไทยตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบรูณ์" บทบัญญัติใหม่นี้แปลว่าอะไรล่ะ  น่าจะชัดเจนนะคะ การสละสัญชาติไทยมิใช่ “หน้าที่” แต่เป็น “สิทธิ”  หากไม่ไปแสดงความจำนงตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ก็ไม่เป็นการสละสัญชาติไทย เราจะสังเกตว่า เราจึงมีคนสัญชาติไทยที่มีสัญชาติต่างประเทศอยู่ด้วยไม่น้อย ในเวลานี้ ดังนั้น อ.แหววจึงคิดว่า ความเห็นของคุณอาภรณ์ในเรื่องนี้ก็น่าจะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของมาตรา ๑๔ ที่มีผลตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นต้นมา .... คนสอนกฎหมายสัญชาติเห็นอย่างไรกันคะ ?? ขอความเห็นเช่นกันค่ะ

สำหรับ อ.แหวว ความเห็นในการตีความทางกฎหมายแตกต่างกันได้ค่ะ แต่การตีความไกลจากตัวบทลายลักษณ์อักษรมากนั้นจะทำได้ก็ต้องเป็นคุณต่อมนุษย์ แต่หากเป็นการตีความในลักษณะที่จำกัดเสรีภาพของมนุษย์คงต้องระวังนะคะ ในสถานการณ์ที่ยกมานี้ มวลมิตรคิดกันอย่างไรคะ ??

อยากทราบเหตุผลของคุณอาภรณ์เช่นกันค่ะ ทัศนคตินี้เป็นของคุณอาภรณ์ท่านเดียว ?? หรือเป็นของกรมการปกครองทั้งหมด ??

เราน่าจะมาช่วยกันค้นแนวคำพิพากษาของศาล ความเห็นกฤษฎีกา แนวปฏิบัติของนานาอารยประเทศนะคะ