คิดนอกกรอบ ดีจริงหรือไม่ ?
เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ผู้เขียนจึงอยากกำหนดความหมายเบื้องต้นของคำว่า “คิดนอกกรอบ” กรอบที่ว่านั้นคือกรอบของความรู้ หรือความเชื่อ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำว่า Epistemology หรือ Theory of knowledge ในภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกอธิบายอย่างรวบรัดว่า “Epistemology (from Greekἐπιστήμη - episteme-, "knowledge, science" + λόγος, "logos") or theory of knowledge is the branch of philosophy concerned with the nature and scope (limitations) of knowledge.”(http://en.wikipedia.org/wiki/Epistemology) กล่าวคือ ความรู้ หมายถึง กรอบของความเชื่อ ประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ ที่เราสั่งสมมา (อาจมีทั้งส่วนที่เป็นจริงและไม่เป็นจริง) ยกตัวอย่างเช่น ในขณะนี้ หากท่านอ่านบทความนี้ และเชื่อตามเนื้อหาทั้งหมด ตรงนี้ก็จะเป็นกรอบความรู้ (หนึ่ง) ของท่าน เป็นต้น โดยในบทความนี้ผู้เขียนขอแบ่งอธิบายการคิดนอกกรอบออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) การคิดนอกกรอบในภาครับรู้ หมายถึง การคิดนอกกรอบจากการรับรู้ผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (2) การคิดนอกกรอบภาคกระทำ หมายถึง ในการลงมือทำสิ่งต่างๆ
จากคำถามว่า “คิดนอกกรอบ ดีจริงหรือไม่ ?” ผู้เขียนคิดว่าควรระวังอยู่เหมือนกันนะครับสำหรับท่านที่คิดว่า “ควรคิดนอกกรอบเสมอ” เพราะอาจจะไม่จริงเสมอไปก็ได้นะครับ ผู้เขียนขอเสนอความคิดว่า การคิดนอกกรอบ จะดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับเรื่อง สถานการณ์ และบริบท แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว การคิดนอกกรอบมีความสำคัญภาครับรู้มาก ส่วนในภาคกระทำนั้นกรอบจะมีบทบาทและความจำเป็นเหมือนกันครับ
โดยผู้เขียนขอเริ่มจากการคิดนอกกรอบในภาครับรู้ ผู้เขียนเองค่อนข้างสนับสนุนการคิดนอกกรอบในภาครับรู้ ว่าส่วนใหญ่ดีจริงครับ จากความหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่า จริงๆแล้วคนที่คิดนอกกรอบนั้น เขาก็มีกรอบความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจของเขาอยู่ (ซึ่งอาจไม่เหมือนเราก็ได้) ขอยกตัวอย่างจากเรื่องที่ผู้เขียนเคยได้ฟังมา “มีครูถามเด็กว่า ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาทจะได้รับเงินทอนเท่าไหร่?” เด็กส่วนใหญ่ตอบ 7 บาท แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบต่างออกไป คนหนึ่งตอบว่า “2 บาท” และอีกคนหนึ่งตอบว่า “ไม่ต้องทอนเลย” ซึ่งพอถามเหตุผลแล้ว เด็กที่ตอบว่า “2 บาท” ให้เหตุผลว่า เขาคิดว่าเขามีเหรียญ 5 บาทอยู่สองเหรียญ จึงให้เหรียญ 5 บาทไปหนึ่งเหรียญ และได้รับเงินทอน 2 บาท และเด็กที่ตอบว่า “ไม่ต้องทอนเลย” อธิบายว่า เขาคิดว่ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ จึงให้เหรียญบาทไป 3 เหรียญ และไม่ได้รับเงินทอน ซึ่งเมื่อฟังแบบนี้เด็กทุกคนไม่ว่าจะตอบว่า ทอน7บาท 2บาท หรือไม่ได้รับเงินทอน ล้วนตอบถูก แต่เด็กที่ตอบแตกต่างจากเพื่อน ซึ่งมีจำนวนน้อย ได้รับการยกย่อง(จากผู้อ่านหลายๆท่าน) ว่าเป็นเด็กที่คิดนอกกรอบ ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็เห็นด้วย ไม่คัดค้าน แต่จะเห็นได้ว่า เด็ก 2 คนที่ตอบต่างจากเพื่อนเอง ก็มีกรอบความคิดของตัวเองเช่นกัน ซึ่งสำหรับตัวเด็ก 2 คนนี้ เด็กคนอื่นๆที่ตอบว่าทอน 7 บาท อาจจะคิดนอกกรอบก็ได้ สำหรับเขาเองอาจจะคิดไม่ถึงก็ได้ว่ามีคำตอบ 7 บาท อยู่ จากตัวอย่างนี้ก็มีคำพูดให้ชวนคิดต่อท้ายว่า “โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่” เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าในภาครับรู้นั้น เราควรตระหนักถึงการมีอยู่ของสิ่งที่ถูกต้องซึ่งอาจอยู่นอกความรู้ หรือความคิดของเรา ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ผ่านทางใดก็เราก็ตาม (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) นั้น ไม่ควรด่วนตัดสินผู้อื่น การคิดนอกกรอบภาครับรู้ที่ว่านี้ จะสอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา ในเกสปุตตสูตร(กาลามสูตร) มีเนื้อหาว่า
“อย่าปลงใจเชื่อ โดยการฟัง (เรียน) ตามกันมา (อนุสสวะ)
“อย่าปลงใจเชื่อ โดยการถือสืบๆ กันมา (ปรัมปรา)”
“อย่าปลงใจเชื่อ โดยการเล่าลือ (อิติกิรา)”
“อย่าปลงใจเชื่อ โดยการอ้างตำรา (ปิฎกสัมปทาน)”
“อย่าปลงใจเชื่อ โดยตรรก (ตักกะ)”
“อย่าปลงใจเชื่อ โดยการอนุมาน (นยะ)”
“อย่าปลงใจเชื่อ โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (อาการปริวิตักกะ)”
“อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน (ทิฏฐินิชฌานักขันติ)”
“อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ”
“อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (สมโณ โน ครูติ)”
องฺ.ติก.20/505/241 - องฺ.จตุกฺก.21/193/259
ซึ่งมีข้อควรทำความเข้าใจอยู่ว่า คำว่า “อย่าปลงใจเชื่อ” นี้ ไม่ใช่ไม่ให้เชื่อในสิ่งนั้น แต่ไม่ให้ด่วนเชื่อในทันที แต่ให้ใช้ปัญญาพิจารณาก่อน (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต, 2552ก) หากพิจารณาให้ดี การที่เราไม่เชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งทันทีนั้น ก็ไม่ต่างจาก เราเชื่อว่าสิ่งที่ไม่ถูกนั่นเอง จากที่ได้อธิบายมานี้ ผู้เขียนจึงสนับสนุนการคิดนอกกรอบในภาครับรู้อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การคิดนอกกรอบในภาครับรู้มักจะทำงานสัมพันธ์กับภาคกระทำ ซึ่งในบางสถานการณ์อาจไม่เหมาะสมกับการคิดนอกกรอบ เช่น ในสถานการณ์ที่ต้องรีบตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เป็นต้น
การคิดนอกกรอบในภาคปฏิบัติ จริงๆแล้วก็เชื่อมโยงมาจากภาครับรู้นั่นเอง หากภาครับรู้ เราคิดนอกกรอบ เปิดใจให้กับสิ่งใหม่ กรอบของความรู้ก็จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในภาคของการกระทำนั้น จำเป็นจะต้องมีกรอบในการปฏิบัติที่ดี ที่เกื้อกูล ที่เหมาะสม ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนในชีวิตประจำวัน เราจะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ ศีลธรรม จริยธรรม ฯลฯ หากบอกว่า “ต้องคิดนอกกรอบ” หรือ “ไม่ควรมีกรอบ” ในส่วนนี้ สังคมคงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขไม่ได้เป็นแน่ หรือแม้กระทั่งอยู่คนเดียวหากไม่มีกรอบในการทำอะไรเลย คงกลายเป็นคนที่เลื่อนลอย ไร้แก่นสาร โลเล และไม่น่าจะเป็นผลที่พึงประสงค์นัก หากมาพิจารณาหลักคำสอนของพุทธเจ้า จะเห็นว่า ท่านได้ตรัสไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายสำคัญว่าอย่างไร ใบประดู่ลายเล็กน้อยที่เราถือไว้ด้วยฝ่ามือกับใบที่อยู่บนต้นทั้งป่าสีสปาวัน ไหนจะมากกว่ากัน?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลายจำนวนเล็กน้อยที่ผู้มีพระภาคทรงถือไว้ด้วยฝ่าพระหัตถ์ มีประมาณน้อย ส่วนที่อยู่บนต้นในสีสปาวันนั่นแลมากกว่าโดยแท้”
“ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้ยิ่งแล้วมิได้บอกแก่เธอทั้งหลายมีมากกว่า; เพราะเหตุไรเราจึงมิได้บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่หลักเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน”
“ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าที่เราบอก เราบอกว่านี้ทุกข์ เราบอกว่านี้ทุกขสมุทัย เราบอกว่านี้ทุกขนิโรธ เราบอกว่านี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา; เพราะเหตุใดเราจึงบอก ก็เพราะข้อนี้ประกอบด้วยประโยชน์ ข้อนี้เป็นหลักเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ข้อนี้เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน”
(สํ.ม.19/1712-3/548-9 อ้างใน พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต, 2552ข)
จะเห็นว่าท่านกล่าวถึงความรู้มากมายโดยเปรียบเสมือนใบประดู่ลายทั้งป่า แต่ที่จะต้องนำมาเป็นกรอบในการปฏิบัตินั้นมีเพียงในฝ่ามือ ซึ่งยืนยันถึงกรอบในการปฏิบัติอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้เราจะต้องมีกรอบในการปฏิบัติ แต่การที่จะยึดติดกับกรอบใดกรอบหนึ่งก็ต้องระวังมาก ควรจะมีการตรวจสอบด้วยปัญญาอย่างรอบคอบ เพราะหากกรอบนั้นผิด หมายความว่า เราใช้พื้นฐานความรู้ที่ผิดในการปฏิบัติไปด้วย และจะนำมาซึ่งผลเสียมากมาย
ก่อนที่ผู้เขียนจะสรุปนี้ จะขอกล่าวถึงการทำสมาธิและวิปัสสนา(ตามความเข้าใจของผู้เขียน) อย่างเชื่อมโยงกับเรื่องนี้คือ ในการปฏิบัตินั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้หลักการปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนา (กรอบการปฏิบัติ) แต่ในกระบวนการปฏิบัติในภาคของรับรู้สภาวะธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในขบวนการทางปัญญา (วิปัสสนา) นั้น จะต้องไม่เอากรอบต่างๆเข้ามาจับ โดยจะสังเกตสภาวะตามความเป็นจริง มิฉะนั้นอาจจะกลายเป็น “วิปัสสนึก” หรือ ก็ติดอยู่กับความคิด จนคิดไปเองว่าได้แบบนั้น ได้แบบนี้
สรุป – การคิดนอกกรอบที่ดี ควรจะเป็นการคิดนอกกรอบในภาครับรู้ ซึ่งหมายถึง การไม่ด่วนตัดสินสิ่งต่างๆในทันที ซึ่งจะเอื้อต่อการเรียนรู้ และใช้ปัญญาในการตรวจสอบพิจารณา เพื่อใช้ประกอบกับกรอบในการปฏิบัติซึ่งผ่านการกลั่นกรองด้วยปัญญามาอย่างดีแล้ว
บรรณานุกรม:
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), (2552ก), พุทธธรรม, บริษัท สหธรรมิก จำกัด, หน้า651
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต), (2552ข), พุทธธรรม, บริษัท สหธรรมิก จำกัด, หน้า895
http://en.wikipedia.org/wiki/Epistemology(เข้าเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552)
ดีมากๆเลยฟี่ แต่รู้สึกจะพิมพ์ผิดนิดนึงนะ ตรงนี้
“มีครูถามเด็กว่า ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาทจะได้รับเงินทอนเท่าไหร่?” เด็กส่วนใหญ่ตอบ 3 บาท <== ต้องเป็น เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า 7 บาท รึเปล่า?
ว่าจะขอเอาไปลง DemoCrazy ได้ป่าว? แต่ขอตัดให้เหลือประมาณสองหน้าเอสี่ได้มะ?
ถ้าได้ก็ช่วยบอกด้วยนะจ๊าาา
ART
สวัสดีครับ Art เป็นยังไงบ้าง สบายดีนะครับ
ขอบคุณมากครับที่ช่วยดูครับ พิมพ์ผิดจริงๆครับ
ได้แก้ไขให้ถูกต้องแล้วนะครับ
ไงฟี่?
เข้าสู่สนามอบรมแล้วเป็นยังไงบ้าง การคิดนอกกรอบเป็นอีกประเด็นที่เรียนรึเปล่า?
ดีมากเลยนะที่เขียน/ทำ blog เอาไว้แสวงหาความเห็นที่หลากหลายเป็นการรวบรวมและขยาย (ทำพร้อมๆกัน)มุมคิดมุมมองที่อาจจะเหมือนหรือต่าง (social diversity)สรุปว่าดีค่ะ
กำลังจะทำวิจัยเพื่อพัฒนาให้นักเรียนมีความคิดนอกกรอบ แต่พออ่านข้อความนี้แล้ว ชักจะลังเล เพราะนักเรียนอาจจะยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ คงต้องไปพิจารณางานวิจัยใหม่ ขอบคุณค่ะ
เรียน ท่านอาจารย์ตุ๊
ยังไม่ได้เข้าสู่สนามอบรมครับ จะเริ่มวันที่ 17 มิ.ย. นี้ครับ
ขอบคุณอาจารย์สำหรับข้อคิดเห็นครับ
เรียน คุณ อาริ นพสุวรรณ์
อยากขอคำชี้แนะเพิ่มเติมครับ คือ ผมอ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมนักเรียนอาจจะยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ครับ
ชอบบทความนี้ที่สุดจ้า
น่าเสียดายนะครับ ที่การเรียนในมหาวิทยาลัยเน้นการปฏิบัติตามๆ กันมา ทำให้ปิดกั้นการคิดนอกกรอบครับ