นั่นคือความรู้สึกของผมเมื่อกว่า ๖๐ ปีมาแล้ว ผมยังตีน (ภาษาที่คนบ้านผมพูด ไม่ถือเป็นคำไม่สุภาพ) เล็กนิดเดียว เดินตกร่องพื้นบ้านเป็นประจำ เกิดเหตุทีไรก็เป็นเรื่อง ร้องไห้จ้า เพราะมันเจ็บ และต้องให้ผู้ใหญ่มาช่วยดึงช่องระหว่างพื้นที่งับตีนของผมอยู่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะพื้นบ้านเป็นพื้นไม้ไผ่ขัดแตะ เวลาเดินพื้นจะยวบยาบ และช่องระหว่างไม้จะกว้างขึ้นให้ตีนของผมหลุดเข้าไปได้ ตกลงไปแล้วซี่ไม้จะงับตีนของผมไว้ บางครั้งมันบาดตีนด้วย แล้วผมก็ไม่มีทางเอามันออกมาได้เอง ต้องร้องด้วยความตกใจ แกมเจ็บ และเพื่อให้มีคนมาช่วย
จำได้รางๆ ว่าผมใฝ่ฝัน ให้ตีนโตไวๆ จะได้เหมือนผู้ใหญ่ ที่เดินอย่างไรตีนก็ไม่ตกร่อง และอยากโตเป็นผู้ใหญ่ไวๆ ด้วย จะได้ทำอะไรๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ต้องถูกคนอื่นกำหนดให้ทำ/ไม่ทำ โน่นนี่ ความฝันอยากเป็นผู้ใหญ่นี้คงอยู่เรื่อยมาจนแม้เรียนจบเป็นแพทย์แล้ว
แต่เผลอแว่บเดียว อ้าว! ผมแก่เสียแล้ว ความฝันใฝ่มันกว้างไกลจนต้องเตือนตัวเองว่าโลกมันไม่สมบูรณ์ หรือไม่สัมบูรณ์ มันต้องแตกต่าง ธรรมชาติมันเป็นเช่นนี้เอง ตัวเราไม่สามารถควบคุมเรื่องต่างๆ ในสังคมได้ดังใจ เรื่องต่างๆ มันมีเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนมาก
โตขึ้น ตีนไม่ตกร่อง แต่ใจมันพานจะตกร่อง ยิ่งเป็นผู้ใหญ่มาก ใจมันยิ่งตกร่องง่ายมากขึ้น ร่องเล็กๆ เราก็ขุดให้มันลึกขึ้นโดยไม่จงใจ แล้วก็เลยขึ้นจากร่องไม่ได้
ตอนเป็นเด็ก ตีนตกร่อง ยังมีคนมาช่วยได้ แต่ตอนแก่ ใจตกร่อง ไม่มีใครช่วยได้ เพราะอัตตาของเรามันแรง
ผมจึงใช้ชีวิตตอนแก่ฝึก “ออกกำลังใจ” ให้ร่องตื้น มองเห็นและเข้าใจสรรพสิ่งตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๒๓ เม.ย. ๕๒
๒๓ เม.ย. ๕๒
สวัสดีครับอาจารย์ครับ
ชอบมากเลยครับ "ตีนตกร่อง และ ใจตกร่อง"
เด็กๆตีนตกร่อง และ แก่ๆใจตกร่อง (ส่วนผมขอเปลี่ยนเป็น หนุ่มๆใจตกร่องดีกว่าครับ - คำว่าแก่ทำให้ใจเต้นแรงไปหน่อย)
ตีนตกร่องมีคนช่วยดึงออกมาได้ แต่ใจนี่สิต้องใช้พลังปัญญาอย่างยิ่งยวดในการดึง ต้องช่วยตัวเอง
ผมก็พยายามออกกำลังใจสม่ำเสมอเหมือนกันครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีค่ะ
. บันทึกนี้ให้ข้อคิดที่ดีมากๆ
. ใจตกร่องบางครั้งวันละหลายครั้ง บันทึกนี้อ่านแล้วให้ทำให้คิดได้ ปรับปรุงตนเองได้
มันเป็นเช่นนั้นเอง ขอบคุณค่ะ