เสนอยุทธศาสตร์การสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยมหิดล
ผมได้เล่าการก่อกำเนิดแบบเกิดเองของขบวนการนี้ไว้แล้วเมื่อวาน ที่นี่ วันนี้ขอเสนอยุทธศาสตร์สนับสนุนแบบ empowerment หรือ stewardship ตามที่ได้สัญญาไว้ต่อที่ประชุม
ข้อเสนอ Mahidol Learning and Teaching Initiatives for the 21st Century มีพลังเพียงพอที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการ และควรดำรงสภาพที่คนรุ่นใหม่ป็นกำลังหลักในการฝัน การแสวงหาแนวทางใหม่ๆ เข้ามาเติม โดยต้องร่วมกันทำให้ภาคีทุกภาคส่วนของ ม. มหิดล และภาคี มีความชัดเจนในคุณค่าและปณิธานของขบวนการนี้ ซึ่งได้แก่การฟื้นคุณค่าของการเรียนการสอน และการสร้างสรรค์วิธีการเรียนรู้ใหม่ ที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตและสังคมใน ศตวรรษที่ ๒๑ ไม่หลงวนเวียนอยู่กับวิธีการที่เหมาะสมต่อศตวรรษที่ ๑๙ หรือ ๒๐
จากความฝันต้องเข้าสู่ความจริง และต้องมีการจัดการ ผมขอเสนอให้คงการจัดการเป็นเครือข่ายไว้ ใช้ยุทธศาสตร์ INNE ตามที่เสนอไว้นั้นเหมาะสมแล้ว โดยให้คงเครือข่ายนอก ม. มหิดล ไว้ตามแนวทางเดิม สำหรับภายใน ม. มหิดล เมื่อไรที่เกิด Node ใหม่ขึ้นก็ให้เชื่อมเข้ากับเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว โดยที่แต่ละ Node มีอิสระที่จะเลือกวิธีการและการริเริ่มสร้างสรรค์ของตน และส่งเสริมให้แต่ละ Node ได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากหน่วยงานนั้นๆ อย่าเน้นการสนับสนุนจากส่วนกลางเพียงแหล่งเดียว
ซึ่งอาจทำให้เราต้องฉุกใจเปลี่ยนชื่อขบวนการนี้เป็น Thailand Learning and Teaching Initiatives for the 21st Century โดยอาจต้องหาชื่อย่อให้เรียกง่าย ติดปากง่าย
ผมตีความว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายนี้ มีการจัดการแบบ เคออร์ดิค หรือแบบ ออร์แกนิก คือคล้ายมีชีวิต มีความยืดหยุ่นเรียนรู้ปรับตัวสูง ต้องหาทางให้ดำรงสภาพนี้ไว้ อย่าให้การจัดการแบบแข็งทื่อตายตัวเข้ามาครอบงำ
โดยต้องดำรงความร่วมมือเป็นเครือข่ายกับขบวนการที่มีเป้าหมายร่วมกัน แต่อยู่ในชื่ออื่น เช่น การแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ Humanized Edu Care และอื่นๆ
ยุทธศาตร์ทำ/ปฏิบัติ นำทฤษฎี ที่ใช้มาตลอด ๒ – ๓ ปี ก็ต้องดำรงอยู่ต่อไป การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติซ้ำหลายๆ ครั้งจนเกิดการเรียนรู้งอกงามมาจากภายในตน และการเรียนรู้นั้นเปลี่ยนแปลงจิตใจที่หยาบกระด้างที่ติดเชื้อมาจากสังคมวัตถุนิยม ให้กลายเป็นจิตใจที่อ่อนโยนเข้าใจ/เห็นใจตนเองและเพื่อนมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งของขบวนการนี้ เป็นคุณค่าทั้งในระดับปัจเจก ระดับหน่วยงาน ระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก นี่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก
แต่การวิจัยติดหลังการปฏิบัติ ก็สำคัญนะครับ ผมเห็นด้วยกับแผนที่จะมีหลักสูตรปริญญาเอก โดยมีข้อเสนอแนะว่าหลักสูตรนี้ควรเน้นให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติเองจนเกิดการเรียนรู้จากภายในของตนเองในระดับหนึ่ง และเรียนทฤษฎีด้านสมอง จิตใจ จิตวิญญาณ จนสามารถตั้งคำถามที่แหลมคมได้ แล้วจึงทำวิจัยโดยใช้การปฏิบัติจริงในเครือข่าย INNE ของขบวนการเป็นแหล่ง research data มองขบวนการเสมือน lab ที่เป็นการปฏิบัติจริง ชีวิตจริง ที่ทำการทดลองปลดปล่อยข้อมูลออกมามากมาย นักศึกษาต้องได้รับการฝึกเก็บข้อมูลที่เป็นทั้ง qualitative data และ quantitative data จาก action ที่เกิดขึ้น ความสามารถในการเก็บ data เป็นเรื่องสำคัญมาก หากไม่ฝึกให้เก่งพอก่อนจะเริ่มวิจัยจริงๆ ผลงานวิจัยจะออกมาตื้นๆ ไร้ความหมาย
ภายใน ม. มหิดล ควรใช้ยุทธศาสตร์ “เดิน ๒ ขา” คือขาไม่เป็นทางการ มีการรวมกลุ่มกันเอง ดำเนินการแบบอาสาสมัคร กับขาเป็นทางการที่ฝ่ายบริหารคอยติดตามหยิบเอาเรื่องที่มีความชัดเจนมาทำให้เข้าสู่โครงสร้างของการเรียนการสอน และการวิจัย ที่เป็นทางการ สองขานี้ต้องจัดการให้เสริมแรง (synergy) ซึ่งกันและกัน ใช้พลังของแต่ละขาในการขับเคลื่อน โดยต้องคอยระวังอย่าให้ขัดแย้งหรือทอนกำลังกัน
อีกยุทธศาสตร์หนึ่งคือยุทธศาสตร์ความเป็นเจ้าของ (ownership) แต่ละ node เป็นเจ้าของความฝัน จินตนาการ และ purpose ของตน เชื่อมโยงร้อยรัดกันเป็นมหิดลด้วยกันด้วย core value และด้วยเลือดมหิดล ที่ต้องการทำประโยชน์เพื่อสังคม
ยุทธศาสตร์ Quick Win มีความจำเป็นมาก และวิธีการจะขึ้นอยู่กับวิธีคิด วิธีคิดที่เหมาะสมคือ คิดว่าเรื่องดีๆ ที่ต้องการเห็นนั้นมีอยู่บ้างแล้ว เพราะในบุคลากรตั้ง ๒๕,๐๐๐ คนของ ม. มหิดล นั้น จะต้องมีคนที่กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ ๆด้วยเสมอ แต่สิ่งที่เขาทำนั้นอาจไม่เรียกว่าจิตตปัญญา ม่เรียกว่าปฏิรูปการเรียนการสอน แต่ถ้าเรารู้จักเสาะหา เราจะมี SS (Succes Story) สำหรับเอามาจัดเวที SSS (Success Story Sharing) สร้างความครึกครื้น ความภูมิใจ ความชื่นชม การยกย่อง และให้รางวัล
ยุทธศาสตร์ของผู้บริหาร เสนอให้ใช้ empowerment / stewardship รายละเอียดเขียนไว้ในหนังสือ ผู้บริหารองค์กรอัจฉริยะ แล้ว
ต้องพัฒนาระบบ R&R (Reward & Recognition) ผลงาน ให้ผลงานพัฒนาการเรียนการสอนได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานวิชาการ การวิจัยด้านการเรียนการสอนต้องได้รับการยอมรับเป็นผลงานวิจัย จัดให้มีวารสารวิชาการด้านการเรียนการสอน มีระบบ peer review และมีเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพของผลงานวิจัย/วิชาการด้านนี้ เรื่องนี้ใหญ่มาก และมหาวิทยาลัยมหิดลต้องร่วมมือกับหลายมหาวิทยาลัย และ สกอ. พัฒนาเรื่องนี้ ผมเคยเขียนเรื่องวารสารวิชาการไทยรับใช้สังคมไทย อ่านได้ที่นี่
ยุทธศาสตร์สุดท้ายที่ผมนึกออก อาจเรียกว่ายุทธศาสตร์เฉลิมฉลองและเรียนรู้ต่อเนื่อง/ต่อยอด โดยการจัดมหกรรมปฏิรูปการเรียนรู้ ประจำปี อาจคิดชื่อให้ sexy กว่านี้น สื่อคุณค่าได้ดีกว่านี้ โดยใช้หลักการ SSS
ที่ขาดไม่ได้คือ ระบบ ICT เพื่อให้ค้นได้ว่ามีใครทำอะไรอยู่ที่ไหน จะไปขอ ลปรร. เรื่องที่สนใจได้จากใคร ติดต่อได้อย่างไร ถ้าจะจัดฝึกอบรม จะไปขอความช่วยเหลือได้ที่ไหน รวมทั้งให้มี feature ของ web 2.0 ให้ผู้ปฏิบัติที่พบประสบการณ์/วิธีการดีๆ ได้เล่าเรื่องของตนออก ลปรร. กับผู้สนใจ โดยต้องมีกระบวนการส่งเสริมการ ลปรร. และมีการสังเคราะห์ความรู้ ทั้ง Tacit และ Explicit Knowledge เป็นระยะๆ
เท่ากับว่า ต้องใช้เครื่องมือ KM ในการขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูปการเรียนรู้นี้ด้วย
วิจารณ์ พานิช
๓ พ.ค. ๕๒
"ฟื้นคุณค่าของการเรียนการสอน และการสร้างสรรค์วิธีการเรียนรู้ใหม่ ที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตและสังคมใน ศตวรรษที่ ๒๑
ไม่หลงวนเวียนอยู่กับวิธีการที่เหมาะสมต่อศตวรรษที่ ๑๙ หรือ ๒๐"
ขอบคุณครับ