Day 9         21  October   2008      Shinjuku

นั่งชินคันเซ็นออกจากเซนได มาถึง โตเกียวเย็นๆ จุดหมายของเราคือ สถานีชินจูกุ ซึ่งเป็นสถานีที่ใหญ่โตมโหฬาร เอาเป็นว่า มีชานชาลารถไฟก็หลายชั้นทั้งของรัฐและเอกชน มีห้างมากมายอยู่ชั้นบน ชั้นล่าง และทุกทิศอีกทั้งมีทางเชื่อมถึงกันออกไปห้างที่อยู่นอกสถานีอีกด้วย

 

สถานีชินจูกุเป็นสถานีเก่าแก่ที่ให้บริการมาตั้งแต่ปี 1885 แต่ปัจจุบันห่างไกลจากความเก่าแก่ไม่เห็นฝุ่น เพราะทุกสิ่งคงพัฒนาไม่เหลือเค้าเดิม ดูทันสมัย ไฮเทคไปหมด เป็นสถานีที่ใหญ่มากเพราะเป็นชุมทางของการเดินทางด้วยรถไฟของทั้งรัฐและเอกชนหลายสาย หลากประเภท ทั้งรถไฟชานเมือง รถไฟระหว่างเมือง และรถไฟใต้ดิน

สถิติว่ามีคนใช้บริการถึงวันละเกือบ 3.64 ล้านคนในปี 2007 ทำให้ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสถานีรถไฟที่วุ่นวายที่สุดด้วยจำนวนผู้คน มีทางออก หรือ exit ถึง 200 ช่องทาง

แถมเก๋มากที่ การรถไฟใต้ดินนครโตเกียว (Tokyo Metro) ยังทำห้างใต้ดินชื่อ Metro Promenade เป็นทางยาวไปทางทิศตะวันออกไปเชื่อมกับสถานี ชินจูกุ – ซังโชเม มีทางออก 60 ช่องทาง (exit)

 

แค่อ่านข้อมูลก็ขาสั่นว่าลงรถไฟแล้วจะหันหน้าออกช่องทางไหนดี เห็นแล้วมึน คงหลงกันได้ง่ายๆ

 

แต่เราก็ตั้งสติจับจุดได้ จับทิศได้ เพราะช่วยกันดู สังเกตห้างใหญ่ โอดะคิว Odakyu นอกสถานี เรื่องห้างนี่ช่างมองเห็นง่ายมากค่ะ เพราะโรงแรมที่เราจะไปพักนั้น ชื่อ Nishi Shinjuku Hotelเขาบอกว่าไม่ไกลจากห้างที่ว่า

 

·         ส่วนห้าง Odakyu Halc อยู่นอกสถานี(อยู่ทางขวามือในรูป) เยื้องกับทางที่เราต้องออกเพื่อมุ่งไปโรงแรม ในห้างหลังนี่มีเครื่องไฟฟ้า อิเลคทรอนิกส์ทุกชนิดแยกเป็นชั้นๆ เราได้มากันหลายรอบค่ะ

 

เราตัดสินใจเรียกแท็กซี่สองคัน ส่งแผนที่ให้เขาดู รถอ้อมไกลหน่อยเพราะทางเป็นถนนเดินรถทางเดียว พอถึงโรงแรมเราพอใจ พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก เป็นโรงแรมสมัยใหม่ชนิด Business Hotel คือไม่ได้หรูหรานัก อยู่เข้าไปในซอยเล็กน้อย ปากซอยเป็นร้านอาหารเล็กๆหลายร้าน เดินไปสถานีชินจูกุแป๊ปเดียวก็ถึง

·         มองจากหน้าต่างห้องพักลงมาเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ตอนเช้ามีคนมาออกกำลังรำมวยไทเก็กด้วย

 

สถานีชินจูกุเป็นสถานีที่เราใช้บ่อยมาก เพราะจะพักอยู่ย่านนี้หลายคืน ใช้เป็นฐานในการออกเที่ยวอีกสองจุดคือ เมืองคาวากูชิโกะเพื่อไปชมภูเขาไฟฟูจิ และ เมืองคามาคุระ เพื่อนมัสการพระใหญ๋

 

ประสบการณ์ในสถานีรถไฟแห่งนี้ที่ผู้เขียนยังจำได้เด่นชัดคือ ในช่วงเวลาเร่งด่วน คนเยอะมาก ออกมาจากช่องทางออกต่างๆ แล้วมุ่งสู่ด้านนอก เขาเดินกันอย่างเร็วมาก และไม่พูดอะไรกัน มีพวกเรานี่แหละที่เดินไป เรียกกันไปเพราะกลัวพลัดกัน บ้านนอกมากเลย ทำเอาคนญี่ปุ่นมองเราจนเรารู้สึกตัวว่าผิดธรรมเนียมเขา ขนาดหนีชั่วโมงเร่งด่วน ออกมาตอนราวเก้าโมงเช้า คนก็ยังมหาศาลอยู่ พวกเรานั้นก็พยายามเดินหาจุดที่ไปจองที่นั่งJR พอเห็นก็ต้องเล็งว่าจะเดินตัดผ่านฝ่ากระแสคลื่นมนุษย์อย่างไร พอเล็งได้แล้วต้องเดินมุ่งไปเลย อย่าหยุด สนุกเชียวค่ะ

 

พักย่านนี้หลายวันจึงเดินสำรวจห้าง ดูสินค้า ดูผู้คนเพลิดเพลิน คนญี่ปุ่นเป็นคนชอบใช้ของมีคุณภาพ และมีการออกแบบดี แน่นอนราคาแพงมาก เราก็ได้แต่ชมเพลินๆ

ยามค่ำคืนแถวชินจูกุน่าตื่นตากับแสงสีมาก ขนาดดึกแล้วผู้คนก็ยังเดินขวักไขว่

 

ชินจูกุเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะต้องมาเยือน เป็นย่านธุรกิจ การค้า แหล่งช้อปปิ้งและเป็นศูนย์ทำงานของราชการซึ่งบริหารจัดการนครโตเกียว และ

(ขอขอบคุณภาพจาก JNTO)

·         ตึกสูงระฟ้าที่มีจุดชมวิวคือ Tokyo Metropolitan Government Buildings เป็นตึกสูงคู่เชื่อมต่อกัน

  

 

 http://en.wikipedia.org/wiki/Tokyo_Metropolitan_Government_Building

นอกจากประทับใจในความคึกคัก ว่องไว มีชีวิตชีวาอย่างไฮเทคและอาคารทันสมัยสูงเสียดฟ้าของย่านชินจูกุ ทั้งๆที่เป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ เรายังประทับใจกับสวนสาธารณะเก่าแก่ที่เราเผอิญหลงทิศ ว่าจะไป Shinjuku Central Parkซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของสถานี กลายเป็นไปถึง Shinjuku Gyoen National Garden ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก

 

สงสัยถูกมนต์ร้านสวยๆงามๆในห้าง Metro Promenade ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของสถานีรถไฟชินจูกุ ดึงดูดให้เดินไปทางนั้น ยิ่งพอเราดูแผนที่ที่ติดอยู่ด้านนอก เราเห็นคำว่า Gyoenซึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าแปลว่า สวน เราจึงคิดว่าไปถูกทาง เดินออกจากสถานีแล้วชมร้านรวงไปเป็นระยะทางราวกิโลครึ่ง ก็ถึง Shinjuku Gyoen National Garden อย่างนี้เขาเรียกว่าโชคดี หลงทางอย่างไม่รู้ว่าหลง แล้วได้ชมสิ่งดีกว่าที่ตั้งใจครั้งแรกอีก

ตั้งใจจะไป Shinjuku Central Parkhttp://en.wikipedia.org/wiki/Shinjuku_Central_Park

ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดเล็กในย่าน Nishi Shinjuku ที่ถูกโอบล้อมด้วยตึกสูงระฟ้าเช่นตึก Tokyo Metropolitan Government Buildings ตึกสำนักงานต่างๆ และโรงแรมหรูๆ ข้อมูลบอกว่าชาวออฟฟิศจะพากันมาทั่งทานอาหารกลางวันในสวนนี้ ที่น่าสนใจอีกประการคือ เขาว่าพวกไร้บ้านจะมาอาศัยสวนนี้นอนตอนกลางคืน และพอเช้าคนพวกนี้จะเก็บสัมภาระที่นอนของตัวเองห่อพลาสติคสีฟ้าไว้อย่างเรียบร้อย กลางคืนก็มารื้อออกทำเป็นที่ซุกตัวนอนอีกครั้ง นี่ขนาดคนไร้บ้านยังมีความเป็นระเบียบปานนี้ สงสัยความเป็นระเบียบเรียบร้อยต้องอยู่ในสายเลือดคนญี่ปุ่นแน่ๆ

แต่พวกเราหลงทิศ อ่านแผนที่เพี้ยน เลยได้ไป Shinjuku Gyoen National Garden แทน

 

Shinjuku Gyoen National Gardenhttp://en.wikipedia.org/wiki/Shinjuku_Gyoenเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่กว่ามาก ต้องเสียค่าผ่านประตูเล็กน้อยค่ะ แต่เดิมเคยเป็นที่อยู่ของตระกูลไนโตะ ยุคเอโดะ เป็นสวนสำหรับพระราชา สร้างเสร็จในปี 1906 แต่ถูกทำลายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1945 จากนั้นจึงมีการบูรณะและเปิดให้สาธารณชนเข้าชมในปี 1949 เรียกว่า "National Park Shinjuku Imperial Gardens" พอถึงปี 2001 กระทรวงสิ่งแวดล้อม เป็นผู้เข้ามาดูแล และให้ชื่อใหม่เป็นทางการว่าShinjuku Gyoen National Garden เรียกกันง่ายๆว่า Shinjuku Gyoen

 

สวนแห่งนี้ใหญ่โตขนาดมีเส้นรอบพื้นที่ยาวถึง 3.5 กิโลเมตร จัดเป็นสวนสามสไตล์ คือ แบบสวนฝรั่งเศสที่เน้นความมีรูปแบบเป็นทางการ เป็นการจัดแต่งที่มีรูปทรงเรขาคณิต แบบสวนอังกฤษที่เน้นภูมิทัศน์ และ แบบสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

 

·         ทางไปสวนแบบฝรั่งเศส

 

 

เราไปเดินเฉพาะในส่วนสวนญี่ปุ่น ก็ค่อนข้างเหนื่อยแล้วจึงนั่งพักทานอาหารกลางวันที่ซื้อติดมาอย่างมีความสุข

 

·         ดูแค่สวนญี่ปุ่นก็รู้สึกคุ้มค่าแล้ว ขนาดโตเกียวที่ดินแพงมหาศาลเขายังสงวนพื้นที่สีเขียวนี้ไว้และดูแลอย่างดีเยี่ยม

ในสวนนี้มีต้นไม้กว่าสองหมื่นต้น เป็นต้นซากุระ 1500 ต้น เป็นชนิดที่เรียกว่า Shidare หรือ  Weeping Cherry บานให้ชมในเดือนมีนาคม และชนิด Somei หรือ Tokyo Cherryบานต้นเดือน เมษายน และปลายเดือนเมษายนถึงเวลาของ ซากุระพันธุ์Kanzan Cherry

·         เราเห็นต้นซากุระพันธุ์อะไรก็ไม่ทราบมีแต่กิ่งก้านและใบเล็กน้อย

 

ฤดูกาลชมดอกไม้ หรือที่เรียกว่า ฮานามิ ผู้คนก็จะมาที่นี่กันมากมาย เสียดายไม่ได้เป็นหนึ่งในฝูงชนนี้ ความพิเศษของสวนสาธารณะนี้อีกประการ คือ อยู่ใกล้ย่านที่อยู่ชาวเกย์ และเขามีการจัดการชุมนุมใหญ่ของชาวเกย์ในการชมซากุระบานที่นี่ด้วย

 

แม้ว่าแผนของทริปหน้าที่จะมาญี่ปุ่น เราจะไปเมืองอื่น แต่ ย่านชินจูกุ ที่ปราดเปรียวมีชีวิตชีวา และ ความงามสงบแห่ง  Shinjuku Gyoen คงจะเบิกบานอยู่ในใจของพวกเราไปอีกแสนนาน

ตอนหน้าจะพาไปเมือง คาวากูชิโกะ เพื่อไปชมภูเขาไฟฟูจิกันค่ะ