ปิดเทอมคราวนี้ดิฉัน ครูปาด และครูเหล่น ได้หลีกเร้นจากงานประจำไปใคร่ครวญตัวเอง ด้วยการมองเข้าไปในโลกภายใน ผ่านการเข้าร่วมมหกรรม กล้าสอน ที่อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู จัดขึ้นที่เชียงราย ระหว่างวันที่ ๖ ๑๑ เม.ย. ๕๒

 

 

อาจารย์วิศิษฐ์ กล่าวว่า มหกรรม กล้าสอน ที่จัดขึ้นครั้งนี้เป็นการกลับมาใคร่ครวญกับเรื่องที่Parker Palmer เสนอไว้ในหนังสือ The Courage to Teach ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้นไปอีกเราไม่ได้เรียนแต่ในความทรงจำเป็นถ้อยคำของสมองซีกซ้ายเท่านั้นแต่เราเรียนรู้ด้วยตัวตนและจิตวิญญาณทั้งหมด

ถ้าจะถามว่าบทแรก ๆของกล้าสอนพูดอะไร โดยไม่ต้องเหลียวกลับไปพลิกดูหนังสือ The Courage to Teach ก็มองเห็นครูฝึกหัดที่เผชิญกับการยืนหน้าชั้นอันน่าสะพึงกลัว คำถามสำคัญก็คือเราจะนำพาเด็ก ๆ เหล่านั้น ไปสู่การเรียนรู้ได้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ต้องการที่จะทำให้เราเป็นครูที่ประสบความสำเร็จในการสอน(แน่นอนล่ะการสอนของพาร์คเกอร์ เจ.พาล์มเมอร์ย่อมไม่ใช่การถ่ายเทเนื้อหาชุดหนึ่งไปให้กับเด็กเท่านั้นกระบวนการเรียนรู้ของพาล์มเมอร์ย่อมร่ำรวยกว่านั้นมากนัก)

 

 ผมว่าสิ่งสำคัญที่พาล์มเมอร์พูดถึงก็คือ โลกภายในของครู การต่อติดการเชื่อมสัมพันธ์ได้ระหว่างครูกับศิษย์ พาล์มเมอร์ใช้คำว่า connect เป็นกริยาว่า ครูสามารถ connect กับศิษย์ได้หรือไม่ คือสามารถสร้างความไว้วางใจและก่อให้เกิดการเปิดใจต่อกัน รู้สึกปลอดภัยที่จะสัมพันธ์อันอย่างไร้เงื่อนไขในศัพท์แสงที่ใกล้ชิดกว่านั้น เราในหมู่กระบวนกรจะใช้คำว่า bonding

โลกภายในกับการเชื่อมสัมพันธ์นี้ เกี่ยวข้องกันอยู่โลกสมัยใหม่ อารยธรรมใหม่ ที่เรียกว่า modernist นั้น เราไปอยู่กับจิตสำนึกมากและละเลยจิตไร้สำนึก เราให้ความสำคัญกับการคิด ความคิด (ที่จริงก็เป็นความคิดในความหมายที่แคบด้วย เป็นความคิดของสมองซีกซ้ายเป็นความคิดแบบธาตุดิน หรือหมี ในผู้นำสี่ทิศมากกว่า) แต่กับอารมณ์ความรู้สึกสัญชาตญาณ ตลอดจนญาณทัศนะเราจะเบือนหลังให้ ถ้าว่าด้วยการทำงานของสมองเรากำลังละเลยศักยภาพของเราที่มีอยู่ถึงเก้าสิบเปอร์เซนต์หรือกว่านั้นไปเสียแล้ว

หากกล่าวอย่างย่นย่อเรื่อง โลกภายในของเรา หรือโลกภายในของครู ผู้กล้าสอน นั้นเราอาจกล่าวได้ว่าหากครูไม่สามารถสัมผัสโลกภายในของตัวเอง การ bonding หรือการเชื่อมสัมพันธ์กับเด็ก ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากเราไม่สามารถเชื่อมสัมพันธ์กับโลกภายในของตัวเองเราจะไปล่วงรู้โลกภายในของเด็ก ๆ ได้อย่างไรไม่มีทาง

การจะเข้าไปถึงโลกภายในของตัวเองได้ต้องตัดทะลุเปลือกสิ่งที่ห่อหุ้มภายนอกเข้าไป เปลือกหนานั้นอาจจะเป็น มาดของครูโอ้!เรื่องมาดของครูนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว มาดของครูนี่แหละที่กีดกันเด็ก ๆออกไป ทำให้ครูเป็นผู้ทรงอำนาจที่อยู่เหนือเด็ก ๆ โดยสิ้นเชิงและความสัมพันธ์ใด ๆ ความสนิทสนมวางใจใด ๆระหว่างกันก็จะไม่เกิดขึ้น

สิ่งที่ตรงกันข้ามกับมาดของครูก็คือความเปราะบาง” (vulnerability) คือความสามารถที่จะเปราะบางได้ เมื่อเป็นเด็ก ๆเราเปราะบางได้ เราจึงพร้อมจะสนิทสนมเป็นเพื่อนกับใครต่อใครได้อย่างรวดเร็วแต่เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา พร้อมกับมาดที่สวมใส่เข้ามา (ในvoice dialogue มาดเหล่านี้คือบรรดาผู้พิทักษ์และพรรคพวกของเขาหรือบรรดาตัวตนปฐมภูมิทั้งหลาย) ซึ่งทำให้เราห่างเหินจากผู้คน ส่วนอีกด้านหนึ่งความพร้อมยอมเปราะบางทำให้เด็กสามารถเข้ามาสนิทสนมกับครูได้แต่เราก็มักจะกลัวเด็ก ๆ เล่นหัว (เล่นกับหมา หมาเลียปาก)

 

ระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่ให้อำนาจกับครูมากเหลือเกิน หรือล้นเกินอำนาจสยบเด็กให้เป็นผู้รับสารอย่างเซื่อง ๆ การรับสารอย่างเซื่อง ๆก็คือการจดจำบทเรียนอย่างนกแก้วนกขุนทองเท่านั้นการเรียนรู้อย่างแท้จริงยังไม่เกิดขึ้นแต่ครูหนึ่งต่อนักเรียนสี่สิบห้าสิบ เราต้องเอาอย่างง่าย ๆ ไว้ก่อนแบบแผนของระบบอุตสาหกรรมปลากระป๋องเช่นนี้สามารถเข้าไปดูได้ในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป

พาล์มเมอร์ฟันธงลงไปเลยว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเชื่อมสัมพันธ์

 

 หนึ่งหากครูสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับโลกภายในของตัวเองได้ที่จริงเครื่องมือการสอนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เทคนิควิธีการนำพาการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือตัวตนหรือ being ของครูนั้นเอง หรือก็คือโลกภายในของครู หากครูไม่สามารถเปราะบางได้ครูก็ไม่สามารถเข้าไปรับรู้เรียนรู้โลกภายในของตัวเองได้

 
สองครูต้องเชื่อมสัมพันธ์กับนักเรียนเพราะมาดของครูเป็นกำแพงกั้นการเรียนรู้มากว่าที่จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดการเรียนรู้เพราะการเชื่อมสัมพันธ์กับนักเรียนได้ จะทำให้เด็ก ๆ ปลอดภัย วางใจและต้องการเข้ามาร่วมเรียนรู้ด้วยความสมัครใจ

สามครูต้องเชื่อมสัมพันธ์กับวิชา”(เรื่องนี้ก็สำคัญจนพาล์มเมอร์ยกเป็นบทต่างหาก) ที่สอนครูสัมพันธ์กับเด็ก ๆ ทางหนึ่ง และสัมพันธ์กับวิชาที่สอนทางหนึ่งครูก็จะสามารถนำพาให้เด็กมาสัมพันธ์กับวิชาที่สอนได้การเรียนรู้มันไม่ใช่แค่การจดจำข้อสรุปของคนอื่นไม่ว่าเขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญหนึ่งใดก็ตามแต่การเรียนรู้คือการเชื่อมต่อเข้าไปในสนามแห่งความรู้ การรู้ การปฏิบัติซึ่งก็คือการค้นคว้าหาความรู้นั้นได้ กล่าวคือ แทนที่เราจะเรียนกากวิชาที่คนอื่นคายออกมา เราเรียนรู้วิถีที่คนเหล่านั้นไปพบความรู้นั้น ๆเป็นครั้งแรกเลยไม่ดีหรือ ทั้งตื่นเต้นทั้งทึ่งทั้งอัศจรรย์ใจนั่นแหละคือการที่เด็กได้ connect กับวิชาที่เขาเรียนแล้ว