Motivation Interviewing คือการช่วยให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ประสบการณ์การ Motivation Interviewing ผู้เสพติด 0PD Case

โดย...นพ.กันตพงศ์ เล่าลือพงศ์ศริ

ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด เชียงใหม่

   ต้องขอออกตัวก่อนครับว่าทั้งหมดที่ผมจะนำเสนอต่อจากนี้ เป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการทดลองปฏิบัติ รวมทั้งบางทักษะก็เกิดจากการได้รับและเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับผู้เสพยาที่เข้ามาบำบัดที่ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่โดยตรงครับ

  -ผู้เสพยาที่เข้ามาบำบัดนั้น ไม่ว่าจะเป็นการติดยาหรือสารเสพติดตัวไหนก็ตาม ผมมักพบว่าผู้เสพติดมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สมัครใจ กับถูกญาติๆบังคับหรือขอร้องให้มา ปัญหาหนึ่งที่เราพบเห็นเป็นประจำโดยเฉพาะในกลุ่มที่ถูกบังคับหรือถูกบีบให้มาบำบัดคือ  ผู้เสพไม่มีความตั้งใจที่จะเข้ามาบำบัดจริงๆ บางคนถูกหลอกให้มาโดยที่เพิ่งรู้ว่ามาทำอะไรก็ต่อเมื่อ หมอหรือพยาบาลบอกกับเขาว่าต้องได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยใน  บางรายหรือบางคู่(ผู้เสพ-ผู้พามาบำบัด)ถึงขนาดจะวางมวยกันต่อหน้าโต๊ะคัดกรองหรือภายในห้องตรวจ ผมเคยเจอประเภทพ่อสูงอายุติดเหล้า กับลูกชายวัยกลางคนซึ่งใจร้อน เครียด(กับปัญหาเสพสุราของพ่อ)และก้าวร้าว  ปัจจัยทั้งหมดเมื่อเข้ามาประจวบเหมาะกันต่อหน้าหมอ  หน้าที่หมอคือรับเข้าบำบัด..ด้วยความสมัครใจ

     ผมเน้นว่าต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่เช่นนั้น การบำบัดก็จะมีปัญหาคือ ผู้เสพอาจจะหลบหนีกลับ หรือเป็นทุกข์กับการต้องอยู่ในสถานพยาบาลระยะยาว 

    ผู้เสพรายที่ว่านี้ ไม่ยอมอยู่บำบัด จะขอรับยาไปกินที่บ้านท่าเดียว และที่สำคัญ ลุงแกบำบัดหลายครั้งแล้ว  กลับไปเสพซ้ำแล้วซ้ำอีก รายแบบนี้การรับยาไปบำบัดที่บ้านก็ค่อนข้างแน่นอนว่าจะบำบัดล้มเหลวแน่นอน  ผมพยายามอธิบายเหตุผลรวมทั้งผลได้ผลเสียและโอกาสการบำบัดได้สำเร็จให้ผู้เสพฟัง  แกก็จะขอกลับบ้านท่าเดียว  ผมวนทบทวนอธิบายหลายรอบ  ก็ยังยืนกรานขอยากลับบ้านตลอด  เราเลยสรุปให้ลูกชายขี้โมโหว่า  เราไม่สามารถบังคับให้ผู้เสพอยู่ที่ศูนย์บำบัดได้ หากผู้เสพไม่สมัครใจ  เท่านั้นแหละครับ ลูกชายลุงแกทุบโต๊ะตรวจผมดังปั้งเลย  แล้วก็เดินงุดๆหนีออกไปขับรถออกไปด้วยความฉุนเฉียวเลย ทิ้งลุงแกอยู่คนเดียว  ท้ายที่สุดลุงแกต้องต่อรถสองแถวกลับบ้านเอง  ซึ่งรายนี้มาจากจังหวัดอื่นด้วย

    เหตุการณ์นี้สอนผมว่า

    -ปัจจัยสำคัญที่สุดในการนำผู้เสพเข้าสู่ระบบการบำบัด คือความสมัครใจของผู้เสพ ถ้าผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด ไม่สมัครใจ ไม่เข้าใจ ไม่เห็นความสำคัญของการเลิก   ไม่เห็นว่าการเสพมันเป็นปัญหา เขาก็ไม่สามารถเลิกเสพได้อย่างแน่นอน ต่อให้เรา Detox เรียบร้อยแล้ว เขาก็มักกลับเข้าไปเสพซ้ำอีกภายในเวลาไม่นาน

     ผมเลยมีความเห็นว่า การทำให้ผู้เสพตระหนัก และเห็นความสำคัญ เห็นถึงภาวะที่แท้จริงที่เขาเผชิญอยู่ และเกิดแรงบันดาลใจในการเลิกเสพอย่างแท้จริง หรืออย่างน้อยก็ให้รู้สึกอยากเลิกจริงๆ...ภายในระยะเวลาสั้นๆที่เรามีโอกาสคุยกับผู้เสพในห้องเตรียมความพร้อมหรือห้องตรวจของแพทย์ เป็นเรื่องที่ทำให้สัมฤทธิ์ผลค่อนข้างยาก

ตามทฤษฎีการ Approch ผู้ป่วย ต้องอาศัยเวลา อาจจะหลายครั้งกว่าที่ Relationship ระหว่างผู้รักษากับผู้เข้ารับการรักษาจะดีพอที่จะเปิดใจผู้ป่วยอย่างได้ผล แต่ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะผู้เสพติด เป็นเรื่องยากที่จะมาหาเราหลายๆครั้ง ฉะนั้นการมาครั้งแรกนั้น เป็นโอกาสทอง ที่จำเป็นต้องใช้ทักษะและจิตวิทยาอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล

    ผมเลยสรุปบางกระบวนการและบางคำถาม Practical Piont ที่ผมใช้บ่อยๆและดูเหมือนว่าจะค่อนข้างได้ผลในการสร้างความตระหนักและยินยอมเข้ารับการรักษา ผมยอมเสียเวลาในทุกๆรายอย่างน้อย 10-20 นาทีต่อราย เพื่อให้เกิดความตระหนักและเข้าใจภาพรวมในของผู้เสพเอง ให้เขาเห็นชัดเจน อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติที่ถาวรในการเลิกเสพ

 

       ประเด็นคำถาม - อะไรที่ทำให้คุณต้องเสพ?

      บางคนบอกว่า เครียดเลยเสพ  บางคนบอกว่าเพื่อนชวน(โทษเพื่อน) บางคนบอกว่าหยุดเสพไม่ได้ เพราะถ้าหยุด จะทนอาการขาดยา(ลงแดง)ไม่ได้ มีมือไม้สั่นมาก อยู่ไม่ไหว  ฯลฯ

   ผมก็จะบอกว่า เครียดก็แก้เรื่องที่เครียดก่อน  และต้องเปลี่ยนความคิดหรือโปรแกรมอัตโนมัติในใจเสียก่อน ไม่ใช่ว่าเครียดเมื่อไรเห็นแก้วเหล้า หรือเห็นบุหรี่ลอยขึ้นมาตรงหน้าก่อนทุกที  ต้องเปลี่ยนจากเครียดแล้วเห็นแต่อบายมุข เป็น เครียดเมื่อไร ก็เบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่น  เครียดนึกถึงน้ำอัดลมแทนได้มั้ย นึกถึงการปล่อยวางได้มั้ย นึกถึงการหันหน้าไปเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เครียดแล้วค่อยๆหาทางแก้ได้มั้ย  ถ้าโทษว่าเป็นเพราะเพื่อน เลยติด ผมก็ถามว่า ถ้าเพื่อนชวนไปติดคุก จะไปด้วยมั้ย?  แน่นอนทุกคนตอบว่า ไม่อยู่แล้ว ผมก็เลยยกขวดน้ำยา Alcohol rub ที่อยู่บนโต๊ะมาวางต่อหน้า  แล้วถามเขาว่าขวดนี้กินแล้วตาย กินมั้ย? ไม่มีใครตอบว่ากินสักคน ผมก็เลยบอกว่า  จริงๆก็อย่าไปโทษว่าเพราะเพื่อนเลยเสพหรือดื่ม  เพราะจริงๆแล้วตัวเราก็รู้ว่ามันไม่ดี แต่เราก็กิน/สูบ/เสพ เพราะเราไม่ปฏิเสธมันต่างหาก  ซึ่งก็เหมือนกับที่ยกตัวอย่างขวดแอลกอฮอล์ล้างมือนั้นแหละที่คุณรู้ว่ามันกินแล้วมีผลเสียต่อสุขภาพ แล้วคุณก็ไม่กินไม่ดื่มมันเข้าไป  คุณปฏิเสธมัน แปลว่าตัวของคุณ เลือกที่จะเสพหรือไม่เสพเองต่างหาก  ถ้าคำตอบหรือเหตุผลคือหยุดเสพไม่ได้เพราะจะมีอาการไม่พึงประสงค์จากการหยุดเสพ..อันนี้ง่าย ก็เข้ามาบำบัดสิครับ เข้าทาง 

   หน้าที่ของเราคือ พยายามตอบข้ออ้างหรือข้อโต้แย้งหรือเหตุผลของเขา ด้วยเหตุผลที่เป็นจริงที่เห็นได้ง่าย โดยอิงพื้นฐานเหตุการณ์ในชีวิตจริงของเขา เพื่อให้เขาเข้าใจตัวตนที่แท้จริงและเกิดความตระหนัก และให้ความร่วมมือในการรักษาด้วยความเข้าใจในที่สุด

  ประเด็น-Low self esteem

     ธรรมชาติของคนที่เสพยาเสพติด มักจะมีความเครียด ความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือภาวะซึมเศร้าอยู่ลึกๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากอะไรก็แล้วแต่ เช่น ปัญหาถูกทอดทิ้ง บ้านแตก ปัญหาโรคเรื้อรัง เศรษฐกิจ ตกงาน หนี้สิน ฯลฯ คนกลุ่มนี้ไม่มีความสุขเลยต้องหาความสุขจากการใช้สารกระตุ้น ภาพรวมๆเลยก่อให้เกิดความรู้สึกที่แย่ๆกับตัวตนของตนเอง ยิ่งสูบนานยิ่งแย่ลงไปทุกทีๆทั้งด้าน Physical และ Mental

     สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อยู่ในสิ่งแวดล้อมใด สูบเสพมานานเท่าใดก็ตาม เราต้องพยายามชี้ให้เขาเห็นว่า  ทุกคนมีดีอยู่ในตัว พยายามบอกเขาว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีคนที่รักเขา (ถ้ามี)  ให้เขาเห็นว่าเขาเป็นคนสำคัญ ถ้ามีลูกก็เน้นที่ลูก ว่าถ้าคุณเสพยา คุณก็คงสอนลูกไม่ได้ เพราะคุณเป็นตัวอย่าง ถ้าคุณอยากเห็นลูกรับปริญญาต้องเลิกดื่มเลิกเสพ ไม่เช่นนั้น คุณก็จะไม่มีโอกาสดูแลเขา หรือเห็นเขาประสพความสำเร็จในชีวิต ถ้าคุณเป็นอะไรไป ใครจะดูแลปกป้องลูกที่เขารัก? ภรรยา/สามีของคุณ คุณรักมั้ย? ส่วนใหญ่บอกว่ารัก ถ้ารัก คุณติดคุกไป หรือป่วยเสียชีวิตไป คู่ชีวิตของคุณก็ไปเป็นของคนอื่น? คุณยอมมั้ย? ถ้าไม่อยากให้สิ่งที่พูดเกิดขึ้น ก็จงหยุดเสพยาเสพติด ทุกชนิดเดี๋ยวนี้ 

      หรือกรณีคนโสด อย่างน้อยเขาก็เป็นหนุ่ม  มีเวลาสร้างอนาคตอีกนาน มีโอกาสหารายได้จุนเจือพ่อแม่อีกหลายแสนหลายล้านบาท กลายเป็นคนที่มีเกียรติและชื่อเสียงในสังคม  คนที่มีร่างกายอวัยวะครบ อย่างน้อยก็โชคดีกว่าคนพิการอีกหลายร้อยพัน วันนี้หยุดยา อีก 5 ปี อนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้ายังเสพยังดื่มสุรา อีก 5 ปี คุณคงวนเวียนอยู่ในคุกหรือโรงพัก? รวมๆคือให้เขาเห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่เขามีอยู่จริง   ช่วยได้มากครับ

     ประเด็น-สร้างทางเลือก

     ทางหนึ่งมืดๆแคบๆไม่มีอิสระ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน  ได้มาจากการใช้สารเสพติดกับอีกทางหนึ่ง สว่าง กว้าง โล่ง สงบ มีอิสระ มีเกียรติและอนาคตที่เลือกได้  ได้มาจากการเลิกเสพยาเสพติด  แน่นอนครับ  ทุกคนเลือกอย่างหลังอยู่แล้ว  ผมมีตัวอย่างเด็กนักเรียนมอต้น  ติดยาบ้า บอกว่าแค่อยากลอง(ลองมาเกือบปี?)  เขาบอกว่าอยากเป็นทหาร ผมก็เลยต่อให้ว่า เสพยาบ้าคงไปได้แค่ นช. นักโทษชาย  อยากอยู่คุกมั้ย?ไม่อยู่แล้ว อธิบายให้เห็นภาพในคุก มีแต่คนชอบตุ๋ยเด็ก มีแค่ลูกกรงแคบๆ มีแต่พวกที่มีลายสักเต็มตัว อยากไปอยู่ใหม?เด็กเริ่มเห็น  บอกผมว่าเขาไม่อยากไปหรอกคุก  ครับถ้าไม่ไปก็เลิกสูบยาสิ เลิกกินยาบ้า  ไม่งั้นหนีไม่พ้นคุก ต้องโดนสักวัน  เพื่อนๆเขามีบางคนเข้าคุกมาแล้ว ยิ่งเห็นว่าตัวเองจะโดนเข้าสักวัน

     ถามเด็กว่าพ่อทำอะไร แม่ทำอะไร  มีเงินเยอะสักแสนมั้ย? ส่วนใหญ่บอกไม่มี พ่อแม่เป็นข้าราชการมั้ย? ไม่  งั้นเวลาโดนจับตรวจฉี่สีม่วง  ไม่มีเงินมาประกัน  ไม่มีตำแหน่งมาประกัน  เข้าคุกแน่นอน   นี่อธิบายเห็นๆเลย  เด็กหลายคนพอเจอไม้นี้  สะดุ้ง เห็นภาพ  และก็เริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง  ได้ผลครับ  แต่ต้องพูดซ้ำๆ  หลายๆครั้งที่นัดมา Follow up

 

  ข้อสรุปครับ

   -ทำให้เขารู้สึกว่าเราอยู่ข้างเขา

  -ทำให้เขารู้สึกว่าเราเข้าใจความรู้สึกของเขา และพึ่งได้

  -ทำให้เขารู้สึกถึงความมีคุณค่าในตนเอง

  -อย่าทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองผิด เลว หรือถูกประณาม (เพราะความจริงมันแย่มากพออยู่แล้ว)  ไม่พิพากษาถูกผิด แต่จงบอกว่ามันผิดกติกาของสังคม(กฎหมาย) ไม่มีใครอยากถูกตำหนิหรือกล่าวโทษ แม้จะทำผิดจริงๆก็ตาม 

  -ชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยอธิบายบนพื้นฐานชีวิตจริงของผู้รับการบำบัด

  -สร้างทางเลือก แก้ปัญหาให้ถูกจุด ยาเสพติดไม่ใช่ทางออก หยุดเสพทุกอย่างจะดีขึ้น

  -ติดตามต่อเนื่อง ชื่นชมและให้กำลังใจ กำลังใจสำคัญที่สุดครับ

   -ครอบครัวต้องมีส่วน ป้องปราม ตรวจสอบ และดูแลให้กำลังใจในระยะยาว

   -สำคัญที่สุด รักษาบำบัดผู้ติดยาเสพติดด้วยใจครับ เขาจะรู้สึกและรับรู้ได้